วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

                                                พยัญชนะในภาษาเยอรมัน A-Z


A        B        C        D        E        F        G        H        I        J        K        L        M        N        O       
อา      เบ       เซ       เด      เอ       เอฟ      เก      ฮา       อี      ยอท    คา       แอล   เอ็ม    เอ็น     โอ


P        Q        R        S        T        U        V        W        X        Y        Z        Ä        Ü        Ö        ß(ss)
เพ     คู       แอ      เอส    เท      อู       เฟา     เว        อิ๊ก    อึบซิลอน  แซท 


    พยัญชนะพิเศษ

Ä  ออกเสียง แอ เอ
ü   ออกเสียง อี แต่ทำปากกลมเหมือน อู
ö   ออกเสียง อู แต่ทำปากกลมเหมือน โอ


                            การนับเลข - ภาษาเยอรมัน

0 = null ->นุล

1 = eins ->ไอนฺส

ฺ 2 = zwei ->สไว

3 = drei -> ไดร

4 = vier ->เฟีย

5 = fünf -> ฟึนฟ

6 = sechs ->เซ็คซฺ

7 = sieben -> ซีเบ็น

8 = acht ->อ้าคทฺ

9 = neun -> นอยนฺ

10 = zehn -> เซน

11 = elf ->เอลฟฺ

12 = zwölf ->สโวลฟฺ

13 = dreizehn ->ไดรเซน

14 = vierzehn ->เฟียเซน

15 = fünfzehn -> ฟึนฟเซน

16 = sechzehn ->เซ็คเซน

17 = siebzehn ->ซีปเซน

18 = achtzehn ->อ้าคทฺเซน

19 = neunzehn ->นอยนฺเซน

20 = zwanzig ->ซวานซิก

21 = einundzwanzig ->ไอนอุนดฺซวานซิก

22 = zweiundzwanzig ->สไวอุนดฺซวานซิก

23 = dreiundzwanzig ->ไดรอุนดฺซวานซิก

24 = vierundzwanzig ->เฟียอุนดฺซวานซิก

25 = fünfundzwanzig ->ฟึนฟฺอุนดฺซวานซิก

26 = sechsundzwanzig ->เซ็คซฺอุนดฺซวานซิก

27 = siebenundzwanzig ->ซีปอุนดฺซวานซิก

28 = achtundzwanzig ->อ้าคทฺอุนดฺซวานซิก

29 = neunundzwanzig ->นอยนฺอุนดฺซวานซิก

30 = dreißig ->ไดรซิก

40 = vierzig ->เฟียซิก

50 = fünfzig -> ฟึนฟฺซิก

60 = sechzig ->เซ็คซิก

70 = siebzig ->ซีปซิก

80 = achtzig ->อ้าคทฺซิก

90 = neunzig ->นอยนฺซิก

100 = hundert ->ฮุนเดรท

101 = hunderteins ->ฮุนเดรทไอนสฺ

102 = hundertzwei -> ฮุนเดรทสไว

111 = hunertelf ->ฮุนเดรทเอลฟฺ

112 = hundertzwölf ->ฮุนเดรทสโวลฟฺ

200 = zweihundert ->สไวฮุนเดรท

1000= tausend ->เท้าเซ็นดฺ

1000000= eine Million ->ไอนฺมิลลิโอน

100000000= eine Milliarde ->ไอนฺมิลลิิอารฺเดอะ

ครีมเทียม

                                            ประวัติ

ครีมผง (ไม่เทียม) เริ่มมีการขายเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1952 เรียกว่า พรีม ซึ่งทำมาจากครีมและน้ำตาลอบแห้ง ครีมผงนี้ละลายน้ำไม่ค่อยได้เพราะเหตุที่มีโปรตีนนมหกปีต่อมาในปี ค.ศ. 1958 บริษัทคาร์เนชันได้สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถละลายในน้ำร้อนได้ง่ายเพราะว่า มีการทดแทนไขมันนมด้วยไขมันพืช และลดระดับการใช้โปรตีนนมออกไป เป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายใช้ชื่อการค้าว่า คอฟฟีเมต (อังกฤษ: Coffee-Mate)[
ตราสินค้า คาร์เนชั่น คอฟฟีเมต เริ่มต้นจากประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นสินค้าเพื่อใช้ทดแทนนมสำหรับใส่ในกาแฟโดยเฉพาะ เพื่อให้ได้รสชาติที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม หลังจากที่เริ่มวางจัดจำหน่ายในปี 1961 คอฟฟีเมตได้รับความนิยมในทันทีเนื่องจากสินค้าช่วยให้กาแฟลดความขมเฝื่อน แต่กลับกลมกล่อมหอมันได้อย่างที่ผู้บริโภคชื่นชอบ จากความนิยมที่แพร่หลายเพิ่มมากขึ้น ตราสินค้าได้ปรับ เป็น เนสท์เล่ คอฟฟีเมตในปี 1985 จากการควบรวมกิจการ เพื่อใช้ตราสินค้านี้ในการจัดจำหน่ายไปทั่วโลก ในประเทศไทย โรงงานผลิต เนทส์เล่ คอฟฟีเมต เริ่มขึ้นเมื่อปี 1983 และพร้อมผลิตสินค้าออกจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อปี 1985
ปัจจุบัน เนสท์เล่ คอฟฟีเมต มีวางจำหน่ายทั่วโลกไปกว่า 70 ประเทศ ทุกๆ 1 วินาที คนทั่วโลกจะดื่มกาแฟที่ใส่คอฟฟีเมต 1,000 แก้ว และ 88 แก้ว เกิดขึ้นในประเทศไทย

                                       

                                         

                                              ส่วนผสม

เพื่อจะให้มีรสชาติและสัมผัสเหมือนกับไขมันนม ครีมเทียมมักจะมีไขมันพืชแปรสภาพ (hydrogenated) หรือที่เรียกว่า ไขมันทรานส์ ถึงแม้ว่า ผลิตภัณฑ์ครีมเทียมที่ไม่มีไขมัน (nonfat) ก็มีอยู่เหมือนกัน องค์ประกอบอย่างอื่น ๆ ที่มีทั่วไปรวมทั้งน้ำตาลจากข้าวโพด (corn syrup) และสารปรุงแต่งกลิ่นหรือรสอื่น ๆ รวมทั้งกลิ่นวานิลลา ถั่วเฮเซิล (hazelnut) และโซเดียมแคซีเนต (sodium caseinate) คือโปรตีนอนุพันธุ์ที่ได้มาจากเคซีนซึ่งเป็นโปรตีนของนม (ไม่มีแล็กโทส) แต่ว่า การใช้โปรตีนที่มาจากนมทำให้กลุ่มชนบางพวกและองค์กรบางองค์กร เช่นกลุ่มที่ทานอาหารเจแบบเคร่งครัด (vegan) และองค์กรที่กำหนดความสมควรของอาหารของชาวยิว (kashrut) ทำการกำหนดว่าครีมเทียมชนิดนี้เป็นผลิตภัณฑ์มีนม ไม่ใช่ไม่มีนม ีมีผลเป็นการไม่บริโภคครีมเทียมของพวกกินเจแบบเคร่งครัด หรือไม่บริโภคร่วมกับเนื้อสัตว์ประเภทอื่น ๆ ของคนยิวที่ถือศีลประเภทนี้
ปัจจุบัน ทาง Nestle COFFEE-MATE ได้ใช้กรรมวิธีในการผลิตวัตถุดิบไขมันพืช แบบเติมไฮโดรเจนชนิดเต็มรูปแบบ หรือที่เรียกว่า Fully Hydrogenation ซึ่งช่วยทำให้พันธะคู่ของไขมันไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือที่เรียกว่า ปราศจากไขมันทรานส์ (Trans fat) และเนืองจากใช้ ไขมันพืชเป็นวัตถุดิบ จึงไม่มีโคเลสเตอรอล

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

อาเซียน

                                                             
                                                                    10 ประเทศอาเซียน
 
 
บรูไน


      1.บรูไนดารุสซาลาม (Brunei Darussalam)

          ประเทศบรูไน มีชื่อเป็นทางการว่า "เนการาบรูไนดารุสซาลาม" มีเมือง "บันดาร์เสรีเบกาวัน" เป็นเมืองหลวง ถือเป็นประเทศที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก เพราะมีพื้นที่ประมาณ 5,765 ตารางกิโลเมตร ปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีประชากร 381,371 คน (ข้อมูลปี พ.ศ.2550) โดยประชากรเกือบ 70% นับถือศาสนาอิสลาม และใช้ภาษามาเลย์เป็นภาษาราชการ

          อ่านข้อมูลของประเทศบรูไนได้ที่นี่


กัมพูชา

         2.ราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdom of Cambodia)

          เมืองหลวงคือ กรุงพนมเปญ เป็นประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทยทางทิศเหนือ และทิศตะวันตก มีพื้นที่ 181,035 ตารางกิโลเมตร หรือขนาดประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศไทย มีประชากร 14 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2550) โดยประชากรกว่า 80% อาศัยอยู่ในชนบท 95% นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ใช้ภาษาเขมรเป็นภาษาราชการ แต่ก็มีหลายคนที่พูดภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และเวียดนามได้

          อ่านข้อมูลประเทศกัมพูชา ได้ที่นี่


อินโดนีเซีย


         3.สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia)

          เมืองหลวงคือ จาการ์ตา ถือเป็นประเทศหมู่เกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีพื้นที่ 1,919,440 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรมากถึง 240 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2553) โดย 61% อาศัยอยู่บนเกาะชวา ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และใช้ภาษา Bahasa Indonesia เป็นภาษาราชการ

          อ่านข้อมูลประเทศอินโดนีเซีย ได้ที่นี่


ลาว

         4.สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) (The Lao People's Democratic Republic of Lao PDR)

          เมืองหลวงคือ เวียงจันทน์ ติดต่อกับประเทศไทยทางทิศตะวันตก โดยประเทศลาวมีพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศไทย คือ 236,800 ตารางกิโลเมตร พื้นที่กว่า 90% เป็นภูเขาและที่ราบสูง และไม่มีพื้นที่ส่วนใดติดทะเล ปัจจุบัน ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม โดยมีประชากร 6.4 ล้านคน ใช้ภาษาลาวเป็นภาษาหลัก แต่ก็มีคนที่พูดภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศสได้ ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ

          อ่านข้อมูลประเทศลาว ได้ที่นี่


มาเลเซีย


          5.ประเทศมาเลเซีย (Malaysia)

          เมืองหลวงคือ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตศูนย์สูตร แบ่งเป็นมาเลเซียตะวันตกบคาบสมุทรมลายู และมาเลเซียตะวันออก ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว ทั้งประเทศมีพื้นที่ 329,758 ตารางกิโลเมตร จำนวนประชากร 26.24 ล้านคน นับถือศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ ใช้ภาษา Bahasa Melayu เป็นภาษาราชการ

          อ่านข้อมูลประเทศมาเลเซีย ได้ที่นี่

ฟิลิปปินส์


           6.สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines)

          เมืองหลวงคือ กรุงมะนิลา ประกอบด้วยเกาะขนาดต่าง ๆ รวม 7,107 เกาะ โดยมีพื้นที่ดิน 298.170 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 92 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2553) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ และเป็นประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเป็นอันดับ 4 ของโลก มีการใช้ภาษาในประเทศมากถึง 170 ภาษา แต่ใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาตากาลอก เป็นภาษาราชการ

          อ่านข้อมูลประเทศฟิลิปปินส์ ได้ที่นี่


สิงคโปร์


            7.สาธารณรัฐสิงคโปร์ (The Republic of Singapore)

          เมืองหลวงคือ กรุงสิงคโปร์ ตั้งอยู่บนตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางคมนาคมทางเรือของอาเซียน จึงเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจมากที่สุดในย่านนี้ แม้จะมีพื้นที่ราว 699 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น มีประชากร 4.48 ล้านคน ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ แต่มีภาษามาเลย์เป็นภาษาประจำชาติ ปัจจุบันใช้การปกครองแบบสาธารณรัฐ (ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีสภาเดียว)

          อ่านข้อมูลประเทศสิงคโปร์ ได้ที่นี่


ประเทศไทย


         8.ราชอาณาจักรไทย (Kingdom of Thailand)

          เมืองหลวงคือกรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ 513,115.02 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย 77 จังหวัด มีประชากร 65.4 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2553) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และใช้ภาษาไทยเป็นภาษาราชการ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขของประเทศ

          อ่านข้อมูลประเทศไทย ได้ที่นี่


เวียดนาม

          9.สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (The Socialist Republic of Vietnam)

          เมืองหลวงคือ กรุงฮานอย มีพื้นที่ 331,689 ตารางกิโลเมตร จากการสำรวจถึงเมื่อปี พ.ศ.2553 มีประชากรประมาณ 88 ล้านคน ประมาณ 25% อาศัยอยู่ในเขตเมือง ส่วนใหญ่ร้อยละ 70 นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ที่เหลือนับถือศาสนาคริสต์ ปัจจุบัน ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

          อ่านข้อมูลประเทศเวียดนาม ได้ที่นี่


ประเทศพม่า


           10.สหภาพพม่า (Union of Myanmar)

          มีเมืองหลวงคือ เนปิดอว ติดต่อกับประเทศไทยทางทิศตะวันออก โดยทั้งประเทศมีพื้นที่ประมาณ 678,500 ตารางกิโลเมตร ประชากร 48 ล้านคน กว่า 90% นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท หรือหินยาน และใช้ภาษาพม่าเป็นภาษาราชการ

          อ่านข้อมูลประเทศพม่า ได้ที่นี่



ประเทศอาเซียน

          ตลอดระยะเวลา 44 ปีที่ผ่านมา อาเซียนได้เกิดความร่วมมือ รวมทั้งมีการวางกรอบความร่วมมือ เพื่อสร้างความเข็มแข็ง รวมถึงความมั่นคงของประเทศสมาชิกทั้งด้านความมั่นคงเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และในปี พ.ศ. 2558 อาเซียนได้วางแนวทางก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียนอย่างสมบูรณ์ ภายใต้คำขวัญคือ  "หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ หนึ่งประชาคม" (One Vision, One Identity, One Community) โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 ประชาคม คือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน(ASEAN Political Security Community : APSC)  ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community : ASCC)

          โดยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2552 ผู้นำอาเซียนได้ลงนามรับรองปฏิญญาชะอำ หัวหิน ว่าด้วยแผนงานจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ค.ศ. 2009-2015) เพื่อจัดตั้งประชาคมอาเซียนภายในปี 2558 ซึ่งประชาคมอาเซียนประกอบด้วยเสาหลัก 3 เสา ดังต่อไปนี้

          1.ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน  (ASEAN Security Community – ASC) มุ่งให้ประเทศในภูมิภาคอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีระบบแก้ไขความขัดแย้ง ระหว่างกันได้ด้วยดี มีเสถียรภาพอย่างรอบด้าน มีกรอบความร่วมมือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยและมั่นคง

          2.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community – AEC) มุ่งให้เกิดการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ และการอำนวยความสะดวกในการติดต่อค้าขายระหว่างกัน อันจะทำให้ภูมิภาคมีความเจริญมั่งคั่ง และสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่น ๆ ได้เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนในประเทศอาเซียน โดย

               มุ่งให้เกิดการไหลเวียนอย่างเสรีของ สินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน การพัฒนาทางเศรษฐกิจ และการลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคมภายในปี 2020

               ทําให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว (single market and production base)

                 ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียนเพื่อลดช่องว่างการพัฒนาและช่วยให้ประเทศเหล่านี้เข้าร่วมกระบวนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน

               ส่งเสริมความร่วมมือในนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาคตลาดการเงินและตลาดทุน การปะกันภัยและภาษีอากร การพัฒนาโครงสร้างพิ้นฐานและการคมนาคม พัฒนาความร่วมมือด้านกฎหมาย การเกษตร พลังงาน การท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยการยกระดับการศึกษาและการพัฒนาฝีมือแรงงาน
   
          กลุ่มสินค้าและบริการนำร่องที่สำคัญ ที่จะเกิดการรวมกลุ่มกัน คือ สินค้าเกษตร / สินค้าประมง / ผลิตภัณฑ์ไม้ / ผลิตภัณฑ์ยาง / สิ่งทอ / ยานยนต์ /อิเล็กทรอนิกส์ / เทคโนโลยีสารสนเทศ (e-ASEAN) / การบริการด้านสุขภาพ, ท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศ (การบิน) กำหนดให้ปี พ.ศ. 2558 เป็นปีที่เริ่มรวมตัวกันอย่างเป็นทางการ โดยผ่อนปรนให้กับประเทศ ลาว กัมพูชา พม่า และเวียตนาม สำหรับประเทศไทยได้รับมอบหมายให้ทำ Roadmap ทางด้านท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศ (การบิน)


ความร่วมมือ


          3.ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community – ASCC) เพื่อให้ประชาชนแต่ละประเทศอาเซียนอยู่ร่วมกันภายใต้แนวคิดสังคมที่เอื้ออาทร มีสวัสดิการทางสังคมที่ดี และมีความมั่นคงทางสังคม

          สำหรับการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนนั้น ประเทศไทยในฐานะที่เป็นผู้นำในการก่อตั้งสมาคมอาเซียน มีศักยภาพในการเป็นแกนนำในการสร้างประชาคมอาเซียนให้เข้มแข็ง จึงได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประชาอาเซียน โดยจะมุ่งเน้นเรื่องการศึกษา ซึ่งจัดอยู่ในประชาคมสังคมและวัฒนธรรม ที่จะมีบทบาทสำคัญที่จะส่งเสริมให้ประชาคมด้านอื่น ๆ ให้มีความเข้มแข็ง เนื่องจากการศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน และจะมีการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านอาเซียนศึกษา เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนด้วยการศึกษา ด้วยการสร้างความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศอาเซียน ความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์ หลักสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศเพื่อพัฒนาการติดต่อสื่อสารระหว่างกันในประชาคมอาเซียน

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

10 สถานที่เที่ยวน่าไปในเยอรมัน

1) เบอร์ลิน (Berlin)


เบอร์ลิน Berlin เที่ยวเยอรมัน 10 สถานที่ท่องเที่ยว ทัวร์เยอรมัน

      ความหลากหลายและความน่าตื่นเต้น คุณสามารถหาได้ทั้งสองอย่างจากกรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของประเทศเยอรมัน และที่นี่ยังเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของเยอรมัน ไม่ว่าจะเป็น ศิลปะ แฟชั่น ดนตรี งานสถาปัติสุดอลังการ ที่เที่ยวกลางคืนสุดชิค คุณสามารถหาได้จากเมืองแห่งนี้ เดินลงมาทางถนน Unter den Linden ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์, โบสถ์, โอเปร่าเฮ้าส์ และที่สำคัญคือ ประตู Brandenburg ซึ่งเป็นประตูกั้นเยอรมันตะวันออก และ ตะวันตกในยุคที่ยังไม่รวมประเทศ ซึ่งประตูแห่งนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของการรวมเป็นปึกแผ่นของเยอรมันอีกด้วย อีกสิ่งสถานที่ที่ห้ามพลาดของกรุงเบอร์ลินก็คือ The Jewish Museum ซึ่งได้รับเป็นมรดกโลกจากองการ UNESCO

2) ป่าดำ (Black Forest)


ป่าดำ (Black Forest) เที่ยวเยอรมัน 10 สถานที่ท่องเที่ยว ทัวร์เยอรมัน 

      ป่าดำแห่งเยอรมันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเยอรมันที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งจากความสวยงามของธรรมชาติ ป่าดำมีอาณาเขตทางตะวันตกติดกับแม่น้ำไรน์และตะวันออกติดกับพื้นที่ทำการเกษตรของชาวนา และมีอาณาบริเวณกว้างถึง 11,000 ตารางกิโลเมตร มีสถานที่สวยๆให้ไปเที่ยวมากมายตั้งแต่ภูเขาสูง ยัน ไร่องุ่น คุณสามารถมาเปิดประสบการณ์ใหม่ๆได้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเท้า การปั่นจักรยาน หรือ เดินทางบนหลังม้าก็ทำได้ทั้งนั้น – เที่ยวเยอรมัน 10 สถานที่ท่องเที่ยว ทัวร์เยอรมัน
ที่นี่คุณยังจะได้พบกับหมู่บ้านสปาน้ำแร่ ที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆของโลกอย่าง หมู่บ้าน Baden-Baden ซึ่งย้อนกลับไป 2000 ปี ทหารโรมันมาที่นี่ เพื่ออาบน้ำผ่อนคลาย เพราะเชื่อว่าน้ำแร่ของที่นี่สามารถรักษาแผลและอาการบาดเจ็บต่างๆได้ . . . ทุกวันนี้หมู่บ้าน Baden-Baden เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของคนรวย ฝรั่งเขาเรียกกันว่า เมืองหลวงน่าร้อนของยุโรป เพราะน้ำแร่ของที่นี่ผุดขึ้นมาจากตาน้ำทั้ง 12 แห่งรอบๆบริเวณ ทำให้น้ำที่นี่มีแร่ธาตุสูง แต่การจะมาที่นี่ก็ใช้ค่าใช้จ่ายไม่น้อยเลยหละครับ

3) ปราสาทไฮเดลเบิร์กและสะพานเมือง (Heidelburg castle and Old Town Bridge)


ปราสาทไฮเดลเบิร์กและสะพานเมือง (Heidelburg castle and Old Town Bridge) เที่ยวเยอรมัน 10 สถานที่ท่องเที่ยว ทัวร์เยอรมัน
   
    ปราสาทไฮเดลเบิร์ก บางส่วนถูกทำลายไปบ้าง แต่ปราสาทแห่งนี้ยังคงความขลัง ตามแบบฉบับปราสาทสไตล์ยุโรป ซึ่งที่นี่เป็น 1 ใน landmark ที่มีชื่อเสียงที่สุดในเยอรมัน . . . แต่ก่อนถูกสร้างให้เป็นป้อมปราการ (ประมาณ ค.ศ. 1300) ต่อมาปราสาทแห่งนี้ได้กลายเป็นปราสาทที่พำนักของพระเจ้าฟรีดิช Freidrich . . . อย่าลืมที่จะเยี่ยมชม ที่ผิงไฟสไตล์ Renaissance ที่สวยงามในส่วนปีก Ruprecht, โบสถ์ประจำปราสาท, สวน Hortus Palarnnus (สวนแห่งนี้ไม่เคยสร้างเสร็จ แต่ก็เคยถูกจัดให้เป็น 1 ใน 8 มหัศจรรย์ของโลกมาแล้ว) ส่วนนอกปราสาทไปไม่ไกลก็มีสะพานประจำเมือง ที่สวยงาม เก่าแก่ และมีวิวสวยๆ เหมาะให้ไปเดินเล่น ดูวิว พักผ่อน สุดๆ – เที่ยวเยอรมัน

4) เมืองโคโลญจน์ (Cologne)


 เมืองโคโลญจน์ (Cologne) เที่ยวเยอรมัน 10 สถานที่ท่องเที่ยว ทัวร์เยอรมัน

       มหาวิหารโคโลญจน์เป็นมหาวิหารสไตล์ Gothic ที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งเลยก็ว่า สถาปัตยกรรมของที่นี่มีความสวยงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ แม้แต่กระจกก็ถูกสร้างและออกแบบอย่างปราณีตโดยจิตรกรเอกของเยอรมัน Gerhard Richter
เมืองนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอรมันมากมาย ทั้งพิพิธภัณฑ์ โรงหนัง โรงละคร และร้านอาหารและบาร์ . . . ถ้าคุณมาที่เมืองโคโลญจน์อย่าลืมมาที่ Alter Market และ Heaumarkt Squares ซึ่งที่นี่คุณสามารถให้พนักงานเสิร์ฟ refill เบียร์ได้เรื่อยๆ >.< (อยากไป) คุณสามารถดื่มจนเมาปลิ้นเท่าไหร่ก็ได้ . . . ที่เมืองนี้มีเทศกาลเฉลิมฉลอง 5 ฤดู ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่เดือน พฤษจิกายนเป็นต้นไป นอกจากนั้นเมืองนี้ยังมี Chocolate Museum เอาไว้เอาใจคนรักของหวานโดยเฉพาะ ที่พิพิธภัณฑ์ช็อคโกแลตมี 3 น้ำพุช็อคโกแลต ซึ่งคุณสามารถเอาวัฟเฟิลไปจุ่มกินได้ แถมยังมีประวัติศาสตร์น่ารู้ต่างๆเกี่ยวกับช็อคโกแลตที่มีมากว่า 3000 ปี อีกด้วย

5) ปราสาทนอยชวานชไตน์ (Neuschwanstein castle)


ปราสาทนอยชวานชไตน์ (Neuschwanstein castle) เที่ยวเยอรมัน 10 สถานที่ท่องเที่ยว ทัวร์เยอรมัน

        เคยดูซินเดอเรลลาไหม ถ้าเคย ลองนึกภาพปราสาทในการ์ตูนดูนะครับ . . . ปราสาทนอยชวานชไตน์ ก็คล้ายๆกับในการ์ตูนนั่นแหละ แบบว่า สวยงาม แฟนตาซีสุดๆ ปราสาทแห่งนี้อยู่ทางตอนใต้ของแคว้น Bavaria ซึ่งปราสาทแห่งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ Walt Disney สร้างปราสาทต่างๆในการ์ตูนของเขาให้มีลักษณะคล้ายกับปราสาทนอยชวานชไตน์ . . . ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างโดย พระเจ้าลุดวิกที่ 2 ในศตวรรตที่ 19 เอาไว้เป็นสถานที่สำหรับการลี้ภัยหลังจากเสียบันลังก์แห่งแคว้นบาวาเลีย ซึ่งเขาก็อาศัยอยู่ในปราสาทสุดสวยแห่งนี้ จวบจนวาระสุดท้าย ซึ่งก็ดูจะไม่แย่นักเพราะเขามีบริวารมากมาย อยู่อย่างสุขสบาย จนวาระสุดท้ายของชีวิต

6) ไบรอยท์ (Bayreuth)


ไบรอยท์ (Bayreuth) เที่ยวเยอรมัน 10 สถานที่ท่องเที่ยว ทัวร์เยอรมัน

      ทุกๆปีที่ไบรอยท์จะจัดเทศกาลของ Richard Wagner นักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก ซึ่งในปี 2013 ได้จัดงานอย่างยิ่งใหญ่ และ อลังการกว่าที่ผ่าน เพราะเป็นวันครบ 200 ปี วันเกิดของ Richard Wagner . . . ซึ่งในทุกๆปีที่นี่จะจัดคอนเสิร์ต 8 ครั้งด้วยกัน โดยมีนักดนตรีคลาสสิคชื่อดังจากทั่วทุกมุมโลกเข้าร่วม
แต่ถึงแม้ว่าคุณอาจจะไม่ใช่แฟนตัวยงของดนตรีคลาสสิค แต่คุณก็ไม่มีทางจะผิดหวังจากความอลังการของสถาปัต และ งานศิลป์ ยุคศตวรรตที่ 18 บนฝาพนังของโรงโอเปร่ายักษ์แห่งนี้อย่างแน่นอน (นอกจากนั้น ที่นี่ยังเป็น 1 ในโรงหนังสไตล์บาโรคที่สวยที่สุดของทวีปยุโรปเลยหละครับ)

7) หุบเขาส่วนกลางตอนเหนือของแม่น้ำไรน์ (The Upper Middle Rhine Valley)


หุบเขาส่วนกลางตอนเหนือของแม่น้ำไรน์ (The Upper Middle Rhine Valley) เที่ยวเยอรมัน 10 สถานที่ท่องเที่ยว ทัวร์เยอรมัน

      ปราสาท คฤหาสน์ และ สวนองุ่น เรียงรายล้อมกันอยู่ในเวิ้งของหุบเขากลางของแม่น้ำไรน์ หรือ The Upper Middle Rhine Valley ซึ่งได้รับรางวัลให้เป็นมรดกโลกจากองการค์ UNESCO. . . วิวสวยๆของหุบเขาแห่งนี้เริ่มตั้งแต่เมืองโรมัน Koblnez ผ่านไปยังโขดหิน Loreley จุดที่แคบที่สุดของแม่น้ำ . . . ในอดีตว่ากันว่ามีพรายน้ำชื่อ Loreley ทำการร้องเพลงชักชวนกลาสีให้เข้าไปติดกับชนโขดหินและเรือร่มเสียชีวิตในที่สุด นอกจากนั้นหุบเขาแห่งนี้ยังมีเมืองแสนสวยอย่าง Bingen และ Rudesheim แถมด้วยไร่องุ่นมากมายเรียงรายกันให้วิวแสนสวยที่หาไม่ได้จากที่ไหนเลยแหละครับ

8) มิวนิก (Munich) – สถานที่ท่องเที่ยวเยอรมัน


มิวนิก (Munich) - สถานที่ท่องเที่ยวเยอรมัน เที่ยวเยอรมัน 10 สถานที่ท่องเที่ยว ทัวร์เยอรมัน

        มิวนิกเป็นเมืองหลวงของเขต Bavaria เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเขตนี้เช่นกัน เต็มไปด้วย สถานที่ทางวัฒนธรรมและศาสนา และที่สำคัญเบียร์การ์เด้น ซึ่งชาวเยอรมันเรียกเบียร์การ์เด้นว่า cellar (แปลว่า ห้องใต้ดิน) เพราะว่าดั้งเดิมนั้น ผู้ที่จำหน่ายเบียร์จะขายเบียร์ของเขา ใกล้กับทางขึ้นที่หมักเบียร์ใต้ดิน
ในทุกๆฤดูใบไม้ร่วงจะมีเทศกาลเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือที่เรียกว่า The Oktoberfest จัดขึ้นที่เมืองมิวนิก ซึ่งจะมีแบรนด์เบียร์ดังๆจากทั้งในเยอรมันและนานาชาติเข้าร่วมมากมาย . . . เขตสำคัญของที่นี่ก็คือ Marienplatz ซึ่งคุณจะพบกับสถานที่สำคัญอย่าง Town Hall และ ตึก St. Mary ซึ่งเหมาะเป็นสถานที่แรกที่จะมาเยือนหากมาที่มิวนิก . . . ต่อมาเป็น The Deutschse Museum ซึ่งเป็น 1 ในทีจัดงานเทศกาลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งแน่นอนมีรถใหมๆมากมายทั้ง BMW และ Mercedes เข้าร่วมเทศกาล ผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีและรถต้องชอบเทศกาลนี้แน่ๆ

9) ทะเลสาปโบเดนเซ (Lake Constance) – ทัวร์เยอรมัน


ทะเลสาปโบเดนเซ (Lake Constance) - ทัวร์เยอรมัน เที่ยวเยอรมัน 10 สถานที่ท่องเที่ยว ทัวร์เยอรมัน

        วิวของเทือกเขาแอลป์จากทะเลสาปโบเดนเซจะทำให้คุณต้องตะลึงในความสวยงามของบรรยากาศ ทะเลสาปนี้มีอาณาเขตติดสามประเทศก็คือ สวิส ออสเตรีย และ เยอรมัน ซึ่งคุณสามารถจะ เล่นเรือใบ วินเซิร์ฟ วายน้ำ หรือพายเรือเล่น ก็ได้ ถ้าหากอยากไปชมวิวสวยๆบนเกาะ กลางทะเลสาปทั้ง 3 ก็ทำได้เช่นกัน ในบริเวณทะเลสาปโบเดนเซมีอะไรให้ค้นหามากมาย เช่น วิวเมืองสวยๆของเมือง และ หมู่บ้าน รวมไปถึงปราสาทหลายหลังที่ตั้งอยู่ติดกับทะเลสาป เป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติของเยอรมันที่น่ามาเยือนเป็นอย่างยิ่ง

10) ภูเขา Zugspitze – เที่ยวเยอรมัน


เทือกเขา Zugspitze - เที่ยวเยอรมัน เที่ยวเยอรมัน 10 สถานที่ท่องเที่ยว ทัวร์เยอรมัน

      ถ้าหากการดูวิวจากทะเลสาปโบเดนเซทำให้คุณรู้สึกฟินแล้วหละก็ ถ้าคุณไปบนภูเขา Zugspitze รับรองว่าต้องฟินยิ่งกว่าเดิมแน่นอน เพราะภูเขาแห่งนี้มีความสูงที่สุดในเยอรมัน (ที่สุดสูงสุดนั้น มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลราว 3 กิโลเมตรเลยทีเดียว) ด้วยวิวสุดสวยแบบ พาโนราม่า 360 องศา คุณสามารถมองเห็นได้มากกว่า 400 ภูเขา ของหลายประเทศทั้ง เยอรมัน, ออสเตรีย, อิตาลี และ สวิตเซอร์แลนด์ และด้วยหิมะซึ่งตกรวมกัน 7 เดือนต่อปี นักท่องเที่ยวสามารถเล่น สกี สโนบอร์ด และกิจกรรมอื่นๆอีกมายมาก คุณสามารถมาเที่ยวได้แบบวันเดียวจบแล้วกลับ หรือจะพักที่หมู่บ้าน Igloo ก็ได้เช่นกั

เชงเก้น

                         ความตกลงเชงเก้น

          ความตกลงเชงเกน (อังกฤษ: Schengen Agreement) เป็นความตกลงระหว่างประเทศส่วนใหญ่ในทวีปยุโรปอันให้สัตยาบันเมื่อ พ.ศ. 2528 สาระสำคัญเป็นการอนุญาตให้สมาชิกในกลุ่มสามารถเดินทางระหว่างกันโดยไม่ต้องถือหนังสือเดินทาง ข้อตกลงนี้มีผลต่อประชากร 4,000,000 คนใน 24 ประเทศ (21 ธันวาคม พ.ศ. 2550) ครอบคลุมเนื้อที่ 4,268,633 ตารางกิโลเมตร (1,648,128 ตารางไมล์) นอกจากนั้นยังให้การอนุญาตชั่วคราวกับผู้ถือใบอนุญาตเชงเกน (Schengen Visa) มีสิทธิในการเดินทางได้ชั่วคราวในประเทศสมาชิกโดยถือใบอนุญาตใบเดียว ตามสนธิสัญญาอัมส์เตอร์ดัม (Treaty of Amsterdam) ข้อตกลงและตัดสินใจทุกข้อของความตกลงเชงเกนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายของสหภาพยุโรป
ประเทศที่ลงนามในความตกลงฉบับนี้มีด้วยกัน 30 ประเทศรวมทั้งประเทศในสหภาพยุโรปทุกประเทศ และประเทศนอกสหภาพอีก 3 ประเทศคือ ประเทศไอซ์แลนด์ ประเทศนอร์เวย์ และประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปัจจุบันมี 26 ประเทศที่ใช้ความตกลงนี้ สหราชอาณาจักรยังมิได้ใช้กฎนี้ หลังจากที่มีการปฏิบัติข้อตกลงนี้ด่านหรือป้อมตรวจคนเข้าเมืองของประเทศที่อยู่ในเครือเชงเกนก็ถูกรื้อทิ้ง[1]

                              ประเทศสมาชิกเชงเกน

ประเทศที่อนุญาตให้ประชาชนในกลุ่มเชงเกนสามารถเดินทางระหว่างกันโดยไม่ต้องถือหนังสือเดินทาง และประชาชนจากประเทศนอกกลุ่มเชงเกนเดินทางระหว่างประเทศเชงเกนได้โดยใช้ใบอนุญาตเพียงใบเดียว - ใบอนุญาตเชงเกน (Schengen Visa) ประเทศสมาชิกทั้งหมดหลังจากการเข้าร่วมเพิ่มในเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2551 ประกอบด้วย


         
  • ประเทศเบลเยียม
  • ประเทศฝรั่งเศส
  • ประเทศอิตาลี
  • ประเทศลักเซมเบิร์ก
  • ประเทศเนเธอร์แลนด์
  • ประเทศเดนมาร์ก
  • ประเทศกรีซ
  • ประเทศโปรตุเกส
  • ประเทศสเปน
  • ประเทศเยอรมนี
  • ประเทศออสเตรีย
  • ประเทศฟินแลนด์
  • ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
  • ประเทศสวีเดน
  • ประเทศนอร์เวย์
  • ประเทศไอซ์แลนด์
  • ประเทศมอลตา
  • สาธารณรัฐเช็ก
  • ประเทศเอสโตเนีย
  • ประเทศฮังการี
  • ประเทศโปแลนด์
  • ประเทศสโลวาเกีย
  • ประเทศสโลวีเนีย
  • ประเทศลัตเวีย
  • ประเทศลิทัวเนีย
  • ประเทศโมนาโก

  •  

    วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2561

    ประเทศเยอรมนี

                                                      ประเทศเยอรมันนี


    (อังกฤษ: Germany; เยอรมัน: Deutschland ดอยฺชลันฺท) หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (อังกฤษ: Federal Republic of Germany; เยอรมัน: Bundesrepublik Deutschland) เป็นสหพันธ์สาธารณรัฐแบบรัฐสภาในยุโรปกลาง มีรัฐองค์ประกอบ 16 รัฐ มีพื้นที่ 357,021 ตารางกิโลเมตร และมีภูมิอากาศตามฤดูกาลแบบอบอุ่นเป็นส่วนใหญ่ มีประชากรประมาณ 82 ล้านคน ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในสหภาพยุโรป ประเทศเยอรมนีเป็นจุดหมายการเข้าเมืองยอดนิยมอันดับสองในโลกรองจากสหรัฐ เมืองหลวงและมหานครใหญ่สุดของประเทศคือ กรุงเบอร์ลิน ขณะที่เขตเมืองขยายใหญ่สุด คือ รูร์ โดยมีศูนย์กลางหลักดอร์ทมุนด์และเอสเซิน นครหลักอื่นของประเทศ ได้แก่ ฮัมบวร์ค มิวนิก โคโลญ แฟรงก์เฟิร์ต ชตุทท์การ์ท ดึสเซิลดอร์ฟ ไลพ์ซิจ เบรเมิน เดรสเดิน ฮันโนเฟอร์และเนือร์นแบร์ก
    ประเทศนี้มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเชิงเสรีภาพและรัฐสวัสดิการ พรมแดนทางทิศเหนือติดทะเลเหนือ เดนมาร์ก และทะเลบอลติก ทิศตะวันออกติดโปแลนด์และเช็กเกีย ทิศใต้ติดออสเตรีย และสวิตเซอร์แลนด์ ทิศตะวันตกติดฝรั่งเศสลักเซมเบิร์ก เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ มีเมืองหลวงและเมืองใหญ่ของประเทศคือเบอร์ลิน เยอรมนีมีประชากรประมาณ 80 ล้านคนและเป็นประเทศที่มีความหนาแน่นประชากรสูงสุดแห่งหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีคนย้ายถิ่นมากที่สุดเป็นอันดับสามของโลก หลังจากที่สหรัฐอเมริกาเยอรมนีเป็นปลายทางการย้ายถิ่นที่สองได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก[5]
    เยอรมนีเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งสหภาพยุโรปและยังก่อตั้งสหภาพการเงินกับสมาชิกในสหภาพยุโรปอีก 17 ประเทศ โดยใช้ชื่อว่ายูโรโซน เยอรมนีเป็นสมาชิกของกลุ่ม  UNOOECDNATOG7 และ G20 เยอรมนีเป็นประเทศที่มีอิทธิพลต่อประเทศอื่นๆในยุโรปและเป็นประเทศที่มีความสามารถที่จะแข่งขันในระดับโลก
    หากวัดจากผลผลิตมวลรวมภายในประเทศแบบปกติแล้ว เยอรมนีเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก ในปี 2012 เป็นประเทศที่มีการนำเข้าส่งออกมากที่สุดเป็นอันดับสาม ดัชนีการพัฒนามนุษย์ถือว่าสูงมากการค้นพบโครงกระดูกฟันกรามเมาเออร์ 1 (Mauer 1) ได้ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์มีการตั้งรกรากในบริเวณที่เป็นประเทศเยอรมนีในปัจจุบันมาตั้งแต่ 600,000 ปีที่แล้ว[6] เครื่องไม้เครื่องมือในการล่าสัตว์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกถูกค้นพบในเหมืองถ่านหินบริเวณเมืองเชินนิงเงิน ซึ่งได้ค้นพบทวนไม้โบราณสามเล่มที่ฝังอยู่ใต้ผืนดินมาเป็นเวลากว่า 380,000 ปี[7] นอกจากนี้ ยังมีการค้นพบฟอสซิลมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ "นีแอนเดอร์ทาล" เป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งคาดว่ามีอายุกว่า 40,000 ปี นอกจากนี้ยังมีการค้นพบหลักฐานของมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันในถ้ำของเทือกเขาแอลป์ชวาเบินใกล้กับเมืองอุล์ม และยังมีการค้นพบเครื่องเป่าที่ทำจากงาช้างแมมมอธและกระดูกของนกอายุกว่า 42,000 ปี ถือเป็นเครื่องดนตรีที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่มีการค้นพบ[8] นอกจากนี้ ยังมีการค้นพบรูปสลัก "ไลออนแมน" ที่ตัวเป็นคนหัวเป็นสิงโตจากยุคน้ำแข็งเมื่อ 40,000 ปีก่อน ถือเป็นงานศิลปะอุปมาเลียนแบบกายมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดที่เคยมีการค้นพบ[9]

         กลุ่มชนเจอร์แมนิกและอาณาจักรแฟรงก์ (ยุคสัมฤทธิ์–ค.ศ. 843)

    คาดการณ์ว่ากลุ่มชนเจอร์แมนิกตั้งแต่ยุคสัมฤทธิ์ไปจนถึงยุคเหล็กก่อนการก่อตั้งกรุงโรมนั้น เดิมอยู่อาศัยบริเวณทางใต้ของสแกนดิเนเวียไปจนถึงตอนเหนือของเยอรมนี พวกเขาขยายอาณาเขตไปทางใต้ ตะวันตกและตะวันออก จนได้รู้จักและติดต่อกับชาวเคลต์ในดินแดนกอล รวมไปถึงกลุ่มชนอิหร่าน, ชาวบอลติก, ชาวสลาฟ ซึ่งอาศัยอยู่ในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก[10] ต่อมา กรุงโรมภายใต้จักรพรรดิเอากุสตุส เริ่มการรุกรานดินแดนที่เป็นประเทศเยอรมนีในปัจจุบัน และแผ่ขยายดินแดนครอบคลุมทั่วลุ่มแม่น้ำไรน์และเทือกเขายูรัล ในค.ศ. 9 กองทหารโรมันสามกองนำโดยวาริอุสได้พ่ายแพ้ให้กับอาร์มินีอุสแห่งชนเผ่าเครุสค์ ต่อมาในค.ศ. 100 ในช่วงที่ตากิตุสเขียนหนังสือ Germania กลุ่มชนเผ่าเยอรมันก็ต่างได้ตั้งถิ่นฐานตลอดแม่น้ำไรน์และแม่น้ำดานูบ และเข้าครอบครองดินแดนเกือบทั้งหมดในส่วนที่เป็นประเทศเยอรมนีในปัจจุบัน
    ในศตวรรษที่ 3 ได้มีการเกิดขึ้นของเผ่าเยอรมันขนาดใหญ่หลายเผ่าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นชนอลามันน์ (Alemanni), ชาวแฟรงก์ (Franks), ชาวชัตต์ (Chatti), ชาวแซกซอน (Saxons), ชาวซีกัม (Sicambri), และชาวเทือริง (Thuringii) ราวค.ศ. 260 พวกชนเผ่าเยอรมันเหล่านี้ก็รุกเข้าไปในดินแดนในความควบคุมของโรมัน[11] ภายหลังการรุกรานของชาวฮันในปี 375 และการเสื่อมอำนาจของโรมันตั้งแต่ปี 395 เป็นต้นไป พวกชนเผ่าเยอรมันก็ยิ่งรุกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ชนเผ่าเยอรมันขนาดใหญ่เหล่านี้เข้าครอบงำชนเผ่าเยอรมันขนาดเล็กต่างๆ เกิดเป็นดินแดนของชนเผ่าเยอรมันในบริเวณที่เป็นประเทศเยอรมนีในปัจจุบัน

        อาณาจักรแฟรงก์ตะวันออกและจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (ค.ศ. 843–1815)

    อาณาจักรแฟรงก์และการขยายดินแดน และถูกแบ่งออกเป็นสามอาณาจักรในปี 843
    ในค.ศ. 800 ชาร์เลอมาญ กษัตริย์แห่งชาวแฟรงก์ ได้ปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งชาวโรมัน และสถาปนาจักรวรรดิการอแล็งเฌียง ต่อมาในปีค.ศ. 840 ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นจากการแย่งชิงบัลลังก์ในหมู่พระโอรสของจักรพรรดิหลุยส์ผู้ศรัทธา[12] สงครามกลางเมืองครั้งนี้จบลงในปี 843 โดยการแบ่งจักรวรรดิการอแล็งเฌียงออกเป็นสามอาณาจักรอันได้แก่:
    อาณาจักรแฟรงก์ตะวันออกแผ่ขยายดินแดนอย่างมากมายครอบคลุมถึงอิตาลีในรัชสมัยพระเจ้าออทโทที่ 1 ในปีค.ศ. 962 พระองค์ก็ปราบดาตนขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งชาวโรมันตามแบบอย่างชาร์เลอมาญ และสถาปนาราชวงศ์ออทโท ถือเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งในศตวรรษที่ 18 จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ภายใต้ราชวงศ์ฮับส์บูร์กมีดินแดนในอาณัติกว่า 1,800 แห่งทั่วยุโรป
    การผงาดของราชอาณาจักรปรัสเซีย[แก้]
    เดิมที ปรัสเซียเป็นดินแดนหนึ่งในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และยอมรับนับถือจักรพรรดิในกรุงเวียนนาเป็นเจ้าเหนือหัว อย่างไรก็ตาม ปรัสเซียเริ่มแตกหักกับราชวงศ์ฮับส์บูร์กเมื่อจักรพรรดิคาร์ลที่ 6 เสด็จสวรรคตในปี 1740 ทายาทของจักรพรรดิคาร์ลมีเพียงพระราชธิดาเท่านั้น พระเจ้าฟรีดริชที่ 2 แห่งปรัสเซีย ทรงคัดค้านการให้สตรีครองบัลลังก์จักรวรรดิมาตลอด พระเจ้าฟรีดริชที่ 2 ทรงเปิดฉากรุกรานดินแดนไซลีเซียของราชวงศ์ฮับส์บูร์ก เกิดเป็นสงครามไซลีเซียครั้งที่หนึ่ง และบานปลายเป็นสงครามสืบราชบัลลังก์ออสเตรียที่มีอังกฤษและสเปนเข้ามาร่วมอยู่ฝ่ายเดียวกับปรัสเซีย สงครามครั้งนี้จบลงด้วยความเสียเปรียบของฮับส์บูร์ก ราชสำนักกรุงเวียนนาต้องสูญเสียดินแดนจำนวนมากแก่ปรัสเซียและพันธมิตร ราชสำนักกรุงเบอร์ลินแห่งปรัสเซียได้ผงาดบารมีขึ้นมาเป็นขั้วอำนาจใหม่ในจักรวรรดิเทียบเคียงราชสำนักกรุงเวียนนา แม้ว่าโดยนิตินัยแล้ว ปรัสเซียจะยังคงถือเป็นดินแดนหนึ่งในจักรวรรดิภายใต้ราชวงศ์ฮับส์บูร์กก็ตาม


                     สมาพันธรัฐเยอรมันและจักรวรรดิเยอรมัน (ค.ศ. 1815–1918)

    พระเจ้าวิลเฮล์มแห่งปรัสเซียประกาศตนขึ้นเป็นจักรพรรดิเยอรมัน ณ พระราชวังแวร์ซายในกรุงปารีส หลังมีชัยในสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย
    จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ต้องสูญเสียดินแดนมากมายแก่ฝรั่งเศสในช่วงสงครามนโปเลียน ทำให้ในปีค.ศ. 1806 จักรพรรดิฟรันซ์ที่ 2 ทรงประกาศยุบจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และสถาปนาจักรวรรดิออสเตรียขึ้นมาแทน เมื่อนโปเลียนถูกโค่นล้มและถูกเนรเทศไปเกาะเอลบาในปี 1814 ได้มีการจัดการประชุมใหญ่แห่งเวียนนาขึ้นเพื่อจัดระเบียบทวีปยุโรปเสียใหม่ ราชอาณาจักรปรัสเซียและจักรวรรดิออสเตรียได้ร่วมมือกันให้มีการรวมกลุ่มอย่างหลวมๆของรัฐเยอรมันทั้งหลาย จัดตั้งขึ้นเป็น "สมาพันธรัฐเยอรมัน" เพื่อรวมความเป็นรัฐชาติและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวเยอรมันอีกครั้ง แม้ปรัสเซียจะพยายามผลักดันให้พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 3 แห่งปรัสเซีย ดำรงตำแหน่งองค์ประธานสมาพันธรัฐเยอรมันแต่ก็ไม่เป็นผล รัฐสมาชิก 39 แห่งกลับลงมติยอมรับนับถือจักรพรรดิฟรันซ์ที่ 1 แห่งออสเตรีย เป็นองค์ประธานสมาพันธรัฐเยอรมัน
    ในปี 1864 ความขัดแย้งระหว่างออสเตรียกับปรัสเซียขึ้นอีกครั้ง และบานปลายเป็นสงครามออสเตรีย-ปรัสเซีย หรือที่เรียกว่า "สงครามพี่น้อง" สงครามครั้งนี้จบลงด้วยชัยชนะอย่างงดงามของปรัสเซีย ออสเตรียสูญเสียอิทธิพลเหนือรัฐเยอรมันตอนใต้ทั้งหมดและจำยอมยุบสมาพันธรัฐเยอรมันในวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 1866 และนำไปสู่การสถาปนา "สมาพันธรัฐเยอรมันเหนือ" ที่มีกษัตริย์แห่งปรัสเซียเป็นองค์ประธาน และภายหลังปรัสเซียมีชัยในสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซียในปี 1871 รัฐสภาแห่งสมาพันธรัฐเยอรมันเหนือได้มีมติให้เปลี่ยนชื่อสมาพันธรัฐเป็นจักรวรรดิ และมีมติให้พระเจ้าวิลเฮล์มที่ 1 แห่งปรัสเซีย ดำรงตำแหน่งเป็นจักรพรรดิเยอรมัน ถือเป็นการสถาปนาจักรวรรดิเยอรมันอย่างเป็นทางการ
    จักรวรรดิเยอรมันมีพัฒนาการด้านอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดด มีกองทัพบกที่ทรงแสนยานุภาพที่สุดในโลก และมีกองทัพเรือที่ทรงแสนยานุภาพเป็นลำดับสองรองจากราชนาวีอังกฤษ อย่างไรก็ตาม ความปราชัยในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งทำให้เกิดยุคข้าวยากหมากแพงจนจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 สละราชสมบัติและลี้ภัยการเมืองในปี 1918 เยอรมนีเปลี่ยนไปใช้ระบอบระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐภายใต้ประธานาธิบดี

          สาธารณรัฐไวมาร์และนาซีเยอรมนี (ค.ศ. 1919–1945)

    ดูบทความหลักที่: สาธารณรัฐไวมาร์ และ นาซีเยอรมนี
    อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำพายุโรปเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง
    เมื่อระบอบจักรพรรดิล่มสลาย ได้มีการจัดประชุมสมัชชาแห่งชาติขึ้นที่เมืองไวมาร์และมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ตลอดช่วงเวลา 14 ปีของเยอรมนียุคสาธารณรัฐไวมาร์ ต้องเผชิญกับปัญหามากมาย ทั้งเศรษฐกิจตกต่ำ, อภิมหาเงินเฟ้อ, อัตราการว่างงานสูงลิบ, เผชิญหน้ากับการแพร่ขยายของลิทธิคอมมิวนิสต์จากรัสเซีย รวมถึงการห้ามมีกองทัพจากผลของสนธิสัญญาแวร์ซาย ความล่มจมของประเทศเช่นนี้ทำให้เกิดขบวนการชาตินิยมขึ้นมากมาย หนึ่งในนั้นคือพรรคกรรมกรเยอรมัน (DAP) ซึ่งมีอุดมการณ์แบบสุดโต่ง สิบตรีอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งเข้ามาสอดแนมในพรรคแห่งนี้ประทับใจกับอุดมการณ์ของพรรค ฮิตเลอร์ตัดสินใจเข้าร่วมพรรคจนก้าวขึ้นเป็นผู้นำพรรค ในปี 1920 ฮิตเลอร์เปลี่ยนชื่อพรรคแห่งนี้เป็น "พรรคกรรมกรชาติสังคมนิยมเยอรมัน" หรือที่รู้จักกันในชื่อ "พรรคนาซี"
    ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในปี 1929 นั้นส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเยอรมนีมาก ผู้คนนับล้านในเยอรมันตกงาน ฮิตเลอร์ได้ใช้โอกาสนี้หาเสียงและกวาดคะแนนนิยม ในการเลือกตั้งทั่วไปเดือนพฤศจิกายน 1932 พรรคนาซีกลายเป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสภาไรชส์ทาค ครองที่นั่ง 280 ที่นั่งจากทั้งหมด 584 ที่นั่ง จะเห็นได้ว่าแม้นาซีจะเป็นพรรคใหญ่สุดแต่ก็ยังไม่ได้ครองเสียงข้างมาก เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ไรชส์ทาคขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 1933 นายกรัฐมนตรีฮิตเลอร์กดดันให้ประธานาธิบดีฮินเดนบูร์กออกกฤษฎีกาเพลิงไหม้ไรชส์ทาค และหว่านล้อมให้สภาลงมติอนุมัติรัฐบัญญัติมอบอำนาจ ซึ่งทำให้ฮิตเลอร์กลายเป็น "ฟือเรอร์" ผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในเยอรมนีไปโดยปริยาย
    เมื่อฮิตเลอร์ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุด เขาได้ฉีกสนธิสัญญาแวร์ซายทิ้งและเร่งฟื้นฟูแสนยานุภาพของเยอรมันเป็นการใหญ่ ฮิตเลอร์ประกาศลดภาษีรถยนต์เป็นศูนย์และเร่งรัดให้มีการสร้างทางหลวงเอาโทบานทั่วประเทศ ส่งผลให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของเยอรมันเติบโตอย่างมโหฬาร เยอรมนีผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจอีกครั้งและกลายเป็นชาติที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าที่สุดในโลกในทุกด้าน ทั้งด้านวิศวกรรม อุตสาหกรรม การแพทย์ และการทหาร แม้ว่าความรุ่งเรืองเหล่านี้ ส่วนหนึ่งจะเป็นผลมาจากการขูดรีดแรงงานในค่ายกักกันก็ตาม
    สงครามโลกครั้งที่สอง
    แผนที่สงครามในทวีปยุโรป ค.ศ. 1942
      ดินแดนในยึดครองของเยอรมัน
      เขตอิทธิพล/รัฐหุ่นเชิดของเยอรมัน
      สหภาพโซเวียต
      สหราชอาณาจักรและอาณานิคม
    ในปี 1939 ฮิตเลอร์จุดชนวนสงครามโลกครั้งที่สองในยุโรปโดยการบุกครองโปแลนด์ ตามด้วยการรุกรานประเทศอื่นๆในยุโรปและยังทำกติกาสัญญาไตรภาคีเป็นพันธมิตรกับอิตาลีและญี่ปุ่น เขตอิทธิพลของนาซีเยอรมันได้แผ่ไพศาลที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติเยอรมันในปี 1942 ครอบคลุมส่วนใหญ่ของยุโรปภาคพื้นทวีป ในปี 1943 ฮิตเลอร์เปลี่ยนชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของเยอรมนีจาก "ไรช์เยอรมัน" (Deutsches Reich) เป็น "ไรช์มหาเยอรมัน" (Großdeutsches Reich)
    หลังความล้มเหลวในปฏิบัติการบาร์บารอสซา เยอรมันก็ถูกรุกกลับอย่างรวดเร็วจากทั้งสองด้าน เมื่อกองทัพแดงบุกถึงกรุงเบอร์ลินในเดือนเมษายน 1945 ฮิตเลอร์ก็ยิงตัวตาย หนึ่งสัปดาห์ต่อมา เยอรมนีก็ยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตร

         เยอรมนีตะวันออกและตะวันตก (ค.ศ. 1945–1990)

    หลังเยอรมนียอมจำนนแล้ว ฝ่ายสัมพันธมิตรก็ได้แบ่งกรุงเบอร์ลินและประเทศเยอรมนีออกเป็น 4 เขตในยึดครองทางทหาร เขตฝั่งตะวันตกซึ่งควบคุมโดยฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ได้รวมกันและจัดตั้งขึ้นเป็นประเทศที่ชื่อว่า "สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี" เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1949 ส่วนเขตทางตะวันออกซึ่งอยู่ในควบคุมของสหภาพโซเวียตได้จัดตั้งขึ้นเป็นประเทศที่ชื่อว่า "สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี" เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 1949 ทั้งสองประเทศนี้ถูกเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า "ประเทศเยอรมนีตะวันตก" มีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงบอนน์ และ "ประเทศเยอรมนีตะวันออก" มีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงเบอร์ลินตะวันออก
    เยอรมนีตะวันตกมีการปกครองในระบอบสาธารณรัฐภายใต้รัฐสภากลาง และใช้ระบบเศรษฐกิจการตลาดเพื่อสังคม (Social Market Economy) เยอรมนีตะวันตกรับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจำนวนมากตามแผนมาร์แชลล์เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมของตน เศรษฐกิจของเยอรมนีตะวันตกฟื้นฟูอย่างรวดเร็วจนถูกเรียกว่า "ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ" (Economic miracle) เยอรมนีตะวันตกเข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ในปี 1955 และเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรป(EEC) ในปี 1957
    เยอรมนีตะวันตกเป็นรัฐในกลุ่มตะวันออก (Eastern Bloc) ซึ่งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองและทางทหารของสหภาพโซเวียต และยังเป็นรัฐร่วมภาคีในกติกาสัญญาวอร์ซอ และแม้ว่าเยอรมนีตะวันออกจะอ้างว่าตนเองปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่อำนาจทางการเมืองการปกครองทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของโปลิตบูโรแห่งพรรคเอกภาพสังคมนิยมเยอรมนี (SED) ซึ่งมีหัวแบบคอมมิวนิสต์ นอกจากนี้ พรรคฯยังมีการหนุนหลังจาก "กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐ "หรือที่เรียกว่า "สตาซี" (Stasi) อันเป็นหน่วยงานรัฐขนาดใหญ่ที่ควบคุมเกือบทุกแง่มุมของสังคม[13] เยอรมนีตะวันออกใช้ระบอบเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์ อันเป็นระบบเศรษฐกิจที่ทุกอย่างถูกวางแผนโดยรัฐ
    ที่หน้าประตูบรันเดินบวร์ค ผู้คนออกมาชุมนุมยินดีต่อการพังทลายลงของกำแพงเบอร์ลินในปี 1989
    ชาวเยอรมันตะวันออกจำนวนมากพยายามข้ามไปยังเยอรมนีตะวันตกเพื่ออิสรภาพและชีวิตที่ดีกว่า ทำให้เยอรมนีตะวันออกตัดสินใจสร้างกำแพงเบอร์ลินขึ้นมาเพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดน กำแพงเบอร์ลินถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 1961 กำแพงแห่งนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของสงครามเย็นระหว่างฝ่ายเสรีกับฝ่ายคอมมิวนิสต์[14][15] การพังทลายลงของกำแพงเบอร์ลินในปี 1989 ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ นำมาซึ่งการรวมประเทศเยอรมนีในปีถัดมา ก่อนที่จะตามมาด้วยการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปีให้หลัง


                                          ภูมิศาสตร์กายภาพ

    แผนที่แสดงความสูงต่ำของประเทศ
    เยอรมนีเป็นประเทศที่อยู่ตรงยุโรปกลางทำให้เรียกได้ว่าเป็นประเทศที่เป็นศูนย์กลางของทวีปยุโรปมีพรมแดนทางทิศเหนือติดทะเลเหนือ เดนมาร์ก และทะเลบอลติก ทิศตะวันออกติดโปแลนด์และเช็กเกีย ทิศใต้ติดออสเตรีย และสวิตเซอร์แลนด์ทิศตะวันตกติดฝรั่งเศส ลักเซมเบิร์ก เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ และยังมีพนมแดนติดกับทะเลสาบโบเดินที่เป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับ3ในทวีปยุโรป[16]
    ประเทศเยอรมนีมีขนาด357,021 ตารางกิโลเมตรโดยแบ่งเป็นพื้นดิน349,223 ตารางกิโลเมตรและพื้นน้ำ,798 ตารางกิโลเมตร เป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 7 ในทวีปยุโรปและใหญ่เป็นอันดับ 62 ของโลก[17]และด้วยพรมแดนมีความยาวทั้งหมดรวม 3,757 กิโลเมตรมีประเทศเพื่อนบ้านถึง 9 ประเทศ ทำให้เยอรมนีเป็นประเทศที่มีประเทศเพื่อนบ้านมากที่สุดในทวีปยุโรป[18]
    เยอรมนีมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันไปจากทางตอนเหนือถึงทางตอนใต้ โดยมีทั้งที่ราบทางตอนเหนือและเทือกเขาทางตอนใต้ เอยรมนียังมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ แร่เหล็ก, ถ่านหิน, โพแทช, ไม้, ลิกไนต์, ยูเรเนียม, ทองแดง, ก๊าซธรรมชาติ, เกลือ, นิกเกิล, พื้นที่เพาะปลูกและน้ำ[17]

    ภูมิอากาศ

    ประเทศเยอรมนีไม่มีฤดูแล้งและฤดูหนาวจะมีอากาศที่เย็นถึงหนาวจัดและฤดูร้อนจะมีความอบอุ่นโดยอุณหภูมิจะไม่เกิน 30 ° C

              ความหลากหลายทางชีวภาพ

    ในปี 2008 อาณาเขตของประเทศเยอรมนีสามารถแบ่งสภาพพื้นดินได้โดยแบ่งเป็นพื้นที่ทำกิน (34%) ป่าไม้ (30.1%) ทุ่งหญ้าถาวร 11.8%[19]พืชและสัตว์ในเยอรมนีส่วนใหญ่เป็นพืชและสัตว์ในยุโรปกลางโดยต้นไม้ส่วนใหญ่ก็จะเป็น เบิร์ชโอ๊กและต้นไม้ผลัดใบอื่น ๆ ที่พบตามพื้นก็จะเป็น มอสส์เฟิร์นคอร์นฟลาวเวอร์เห็ดรา สัตว์ป่าก็จะเป็น กวางหมูป่าแพะภูเขาหมาจิ้งจอกแดงแบดเจอร์ยุโรป,กระต่ายป่าและอาจมีบีเวอร์บริเวณชายแดนประเทศโปแลนด์ด้วย[20]:ซึ่งคอร์นฟลาวเวอร์สีฟ้าเคยเป็นดอกไม้ประจำชาติด้วย


                                        การเมืองการปกครอง

    การรวมประเทศในปี 1990 นั้น เสมือนเป็นการผนวกประเทศเยอรมนีตะวันออกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเยอรมนีตะวันตก ดังนั้นระบบระเบียบการปกครองทั้งหมดในประเทศเยอรมนีใหม่นี้ จึงยึดเอาระบบระเบียบเดิมของเยอรมนีตะวันตกมาทั้งหมด กฎหมายสูงสุดหรือรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมนีเรียกว่า กรุนด์เกเซ็ทท์ (Grundgesetz) หรือแปลอย่างตรงตัวได้ว่า "กฎหมายพื้นฐาน" ถูกบัญญัติขึ้นในปี 1949 เพื่อใช้เป็นรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมนีตะวันตก การแก้ไขกฎหมายฉบับนี้จำเป็นต้องได้รับเสียงอย่างน้อยสองในสามจากที่ประชุมร่วมสองสภา อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐาน, การแยกใช้อำนาจ, โครงสร้างสหพันธ์ และสิทธิในการต่อต้านความพยายามล้มล้างมิอาจถูกแก้ไขได้


                                       รัฐสมาชิกตามรัฐธรรมนูญ

    ดูบทความหลักที่: รัฐของประเทศเยอรมนี
    ประเทศเยอรมนีประกอบด้วยสิบหก รัฐ (เยอรมันBundesland บุนเดสลันด์) ในจำนวนนี้ เบอร์ลินและฮัมบวร์ค มีสถานะเป็นนครรัฐ (เยอรมันStadtstaaten ชตัดท์ชตาเทิน) ในขณะที่ เบรเมิน เป็นรัฐที่ประกอบด้วยสองนครรัฐคือเบรเมินและเบรเมอร์ฮาเฟิน ในขณะที่อีกสิบสามรัฐที่เหลือ มีสถานะเป็นรัฐเฉพาะถิ่น (เยอรมันFlächenländer แฟลเชินแลนเดอร์) ทุกรัฐมีรัฐบาลท้องถิ่นเป็นของตนเอง สามารถตรากฎหมายและจัดเก็บภาษีเองตามกรอบของรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์ฯ
    รัฐเมืองหลวงพื้นที่
    (กม2)
    ประชากร (2015)[22]GDP ปี 2015[23]GDP ต่อหัวปี 2015[23]
    (สกุลเงิน: ยูโร)
    บาเดิน-เวือร์ทเทมแบร์กชตุทท์การ์ท35,75210,879,61846142,800
    บาวาเรียมิวนิก70,54912,843,51455043,100
    เบอร์ลินเบอร์ลิน8923,520,03112535,700
    บรันเดินบวร์คพ็อทซ์ดัม29,4772,484,8266626,500
    เบรเมินเบรเมิน404671,4893247,600
    ฮัมบวร์คฮัมบวร์ค7551,787,40811061,800
    เฮ็สเซินวีสบาเดิน21,1156,176,17226443,100
    เมคเลินบวร์ค-ฟอร์พ็อมเมิร์นชเวรีน23,1741,612,3624025,000
    นีเดอร์ซัคเซินฮันโนเฟอร์47,6187,926,59925932,900
    นอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลินดึสเซิลดอร์ฟ34,04317,865,51664636,500
    ไรน์ลันท์-ฟัลทซ์ไมนทซ์19,8474,052,80313232,800
    ซาร์ลันท์ซาร์บรึคเคิน2,569995,5973535,400
    ซัคเซินเดรสเดิน18,4164,084,85111327,800
    ซัคเซิน-อันฮัลท์มัคเดอบวร์ค20,4452,245,4705725,200
    ชเลสวิช-ฮ็อลชไตน์คีล15,7632,858,7148631,200
    ทือริงเงินแอร์ฟวร์ท16,1722,170,7145726,400
    ประเทศเยอรมนีเบอร์ลิน357,37682,175,684302537,100

    ฝ่ายบริหาร[แก้]

    ตำแหน่งประธานาธิบดี (Bundespräsident) เป็นตำแหน่งประมุขแห่งรัฐ ได้รับเลือกจากที่ประชุมสหพันธ์ (Bundesversammlung) ซึ่งประกอบสมาชิกของ Bundestag และตัวแทนของแต่รัฐต่างๆ ในจำนวนเท่ากัน ประธานาธิบดีทำหน้าที่เป็นตัวแทนของสหพันธ์ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือฟรังโก-วอลเตอร์ สไตน์ไมเออร์ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (เยอรมันBundeskanzlerอังกฤษChancellor) เป็นตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาล เป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร หัวหน้ารัฐบาลคนปัจจุบันคือ อังเกลา แมร์เคิล

    กระทรวง[แก้]

    ประเทศเยอรมนีมีกระทรวงอยู่ทั้งหมด 14 กระทรวง ได้แก่
    กระทรวงชื่อเยอรมันอักษรย่อ
    1กระทรวงกลาโหมBundesministerium der VerteidigungBMVg
    2กระทรวงยุติธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภคBundesministerium der Justiz und für VerbraucherschutzBMJV
    3กระทรวงการคลังBundesministerium der FinanzenBMF
    4กระทรวงมหาดไทยBundesministerium des InnernBMI
    5สำนักงานการต่างประเทศAuswärtiges AmtAA
    6กระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานBundesministerium für Wirtschaft und EnergieBMWi
    7กระทรวงแรงงานและกิจการสังคมBundesministerium für Arbeit und SozialesBMAS
    8กระทรวงกิจการครอบครัว ผู้สูงอายุ สตรีและเยาวชนBundesministerium für Familie, Senioren, Frauen und JugendBMFSFJ
    9กระทรวงสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ธรรมชาติ อาคารและความปลอดภัยของนิวเคลียร์Bundesministerium für Umwelt, Naturschutz, Bau und ReaktorsicherheitBMUB
    10กระทรวงอาหารและการเกษตรBundesministerium für Ernährung und LandwirtschaftBMEL
    11กระทรวงพัฒนาการและความร่วมมือทางเศรษฐกิจBundesministerium für wirtschaftliche Zusammenarbeit und EntwicklungBMZ
    12กระทรวงสาธารณสุขBundesministerium für GesundheitBMG
    13กระทรวงการขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิตอลBundesministerium für Verkehr und digitale InfrastrukturBMVI
    14กระทรวงศึกษาธิการและการวิจัยBundesministerium für Bildung und ForschungBMBF

    ฝ่ายนิติบัญญัติ[แก้]

    อาคารไรชส์ทาคในกรุงเบอร์ลิน เป็นที่ประชุมรัฐสภาของเยอรมนี
    อำนาจนิติบัญญัติเป็นของรัฐสภาซึ่งประกอบไปด้วย สภาผู้แทนราษฎร (Bundestag) ทำหน้าที่เป็นสภาล่าง มีสมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และ สภาผู้แทนรัฐ (Bundesrat) เป็นสภาตัวแทนรัฐทั้งสิบหกของสหพันธ์ ทำหน้าที่เป็นสภาสูง
    ระบบพรรคการเมืองของเยอรมนีมีเพียงสองพรรคการเมืองหลักคือพรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียน (CDU) และพรรคประชาธิปไตยสังคมแห่งเยอรมนี (SPD) โดยจนถึงปัจจุบันนายกรัฐมนตรีมาจากเพียงสองพรรคนี้ อย่างไรก็ตาม ก็มีพรรคที่เล็กกว่าซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างพรรคประชาธิปไตยเสรี (FDP) และกลุ่มพันธมิตร 90/กรีน (Bündnis 90/Die Grünen) ซึ่งมักเข้าเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในรัฐบาลผสม



                                     ความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป


    หลังจากแพ้
    สงครามโลกครั้งที่ 2ในยุคนาซีเยอรมนี เยอรมนีพยายามไม่ยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการทหารของประเทศอื่นมากนัก พฤติกรรมนี้เริ่มเปลี่ยนแปลงใน พ.ศ. 2542 เมื่อเยอรมนีตัดสินใจส่งทหารเข้าร่วมสงครามโคโซโว เยอรมนีและฝรั่งเศสยังเป็นประเทศหลักที่คัดค้านการรุกรานประเทศอิรักของสหรัฐอเมริกา ใน พ.ศ. 2546ประเทศเยอรมนีกับประเทศฝรั่งเศส มีบทบาทเป็นผู้นำของสหภาพยุโรป และกำลังมุ่งหน้าสู่การรวมการเมืองการปกครองของแต่ละประเทศสมาชิก มาขึ้นกับสหภาพยุโรปมากขึ้น
    ปัจจุบัน เยอรมนีกำลังพยายามเข้าเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เช่นเดียวกับ ญี่ปุ่น อินเดีย และบราซิล


    ความสัมพันธ์เยอรมนี – ไทย
    Map indicating location of เยอรมนี and ไทย

    เยอรมนี

    ไทย

                              กองทัพ

    ดูบทความหลักที่: บุนเดซเวร์
    ไฟล์:Eurofighter 9803.ogv
    เครืองบินยูโรไฟต์เตอร์ ไทฟูนในลูฟวอฟ์ (กองทัพอากาศเยอรมัน)
    บุนเดซเวร์เป็นชื่อของกองทัพของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีกองทัพของเยอรมนี และมีการแบ่งเป็น3เหล่าคือ แฮร์ (กองทัพบกและกองทัพพิเศษ KSK) ,มารีน (กองทัพเรือ), ลูฟวอฟ์ (กองทัพอากาศ) มีงบประมาณมากเป็นอันดับ9ของโลก[24]ในปี 2015งบประมาณกองทัพของเยอรมนีอยู่ที่ 32.9 พันล้านยูโรซึ่งคิดเป็น 1.2% ของ GDP ของประเทศ ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายของนาโต้ 2%[25]
    ในปี 2015บุนเดสแวร์มีกองกำลังทหารถึง178,000 นายและมีทหารอาสาอีก9,500 นาย[26]และในปี2001 เยอรมนียังมีการส่งทหารออกไปปฏิบัติภารกิจนอกประเทศด้วยซึ่งเป็นทหารทั้งผู้หญิงและผู้ชาย[27][28] โดยทหารผู้หญิงนั้นมีประมาณ19,000คนที่ประจำการอยู่ในกองทัพ และในปี 2014 ได้มีการอ้างอิงจากSIPRIว่าประเทศเยอรมนีมีการส่งทหารไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศมากเป็นอันดับ4ของโลก[29]
    แต่ถ้าหากไม่มีสงครรามหรือการก่อการร้ายบุนเดสแวร์จะได้รับคำสั่งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้ปกป้องนายกรัฐมยตรีหรือบุคคลสำคัญ[30]
    เรือรบBrandenburg-class frigate ของเยอรมัน
    บทบาทของบุนเดสแวร์ได้มีการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมนีว่าใช้ในการปกป้องและป้องกันเท่านั้น แต่หลังจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญของรัฐบาลกลางในปี 1994 ว่าการปกป้องนี้ไม่ได้หมายถึงแค่การปกป้องอาณาเขตและดินแดนของประเทศเยอรมนีเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงปฏิกิริยาหรือวิกฤติความขัดแย้งจากต่างประเทศหรือที่อื่นๆบนโลกที่อาจกว้างขึ้นจนอาจมีผลต่อความมั่นคงของประเทศเยอรมนีได้ ในเดือนมกราคมปี 2015 กองทัพเยอรมันมีกองกำลังประจำการอยู่ในต่างประเทศประมาณ 2,370นาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังรักษาความสงบระหว่างประเทศรวมถึงกองกำลังของบุนเดสแวร์เช่น ในกองทัพนาโต้ที่ปฏิบัติภารกิจในประเทศอิรักประเทศอัฟกานิสถานและประเทศอุซเบกิสถานจำนวน 850 นาย และทหารเยอรมันในประเทศโคโซโว 670 นาย และกองกำลังร่วมด้วย UNIFIL ในประเทศเลบานอน120 นาย[31]
    จนในปี2011 การรับราชการทหารเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ชายที่มีอายุ 18 ปีและมีหน้าที่รับราชการทหารเป็นเวลา 6 เดือน ส่วนผู้ที่ไม่อยากเป็นทหารสามารถเลือกเป็น Zivildienst (การบริการประชาชน) เป็นเวลา 6เดือนได้ หรืออาจเป็นทหารอาสา 6 ปี หรือการบริการฉุกเฉินเช่นแผนกดับเพลิงหรือกาชาด[32][33]



                                               เศรษฐกิจ

    ดูบทความหลักที่: เศรษฐกิจเยอรมนี
    รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ของประเทศเยอรมนี
    ประเทศเยอรมนีมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เป็นอันดับสี่ของโลกถัดจากสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น เยอรมนียังเป็นประเทศที่มีการส่งออกเป็นอันดับสามของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา และประเทศจีน ปัญหาทางเศรษฐกิจที่สำคัญคืออัตราการจ้างงาน
    บริษัทในเยอรมันที่มีธุรกิจไปทั่วโลก อย่างเช่น เมอร์เซเดส-เบนซ์ บีเอ็มดับเบิ้ลยู ปอร์เช่ โฟล์กสวาเกน เอาดี้ มายบัค ซีเมนส์ อลิอันซ์ เป็นต้น มีตลาดหลักทรัพย์ในประเทศ 8 แห่งโดยมี ตลาดหลักทรัพย์แฟรงค์เฟิร์ต เป็นตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุด และเป็นหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
    ตั้งแต่ประวัติของอุตสาหกรรมในประเทศเยอรมนีได้รับการควบคุมให้ผู้ริเริ่มและผู้รับผลประโยชน์ของเศรษฐกิจทั่วโลกมากกว่าที่เคย เยอรมนีเป็นผู้ส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของโลกในปี ค.ศ. 2002 ถึง ค.ศ. 2008 และได้ทำการค้าตลาดร่วมกับจีนในปี 2009 และปัจจุบันผู้ส่งออกใหญ่เป็นอันดับสองและสร้างดุลการค้าใหญ่ ภาคบริการในรอบ 70% ของ GDP รวมอุตสาหกรรม 29.1%, 0.9% และภาคการเกษตร ผลิตภัณฑ์ของประเทศเยอรมนีส่วนใหญ่อยู่ในด้านวิศวกรรมโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมรถยนต์



                                         การคมนาคม และ โทรคมนาคม

      เส้นทางคมนาคม

    ถนน 650,000 กิโลเมตร ราง 41,315 กิโลเมตร ลำน้ำและชายฝั่ง 7,500 กิโลเมตร ท่าอากาศยาน 58 ท่า ทางรถไฟขนาดราง 1.435 เมตร ระยะทาง 41,315 กิโลเมตร ติดระบบรถไฟฟ้า 19,857 กิโลเมตร ผู้โดยสาร 19,500 ล้านเที่ยว สินค้า 415.4 ล้านตันต่อปี รถจักร 7,734 คัน รถ DMU (ดีเซลราง) และ EMU (รถไฟฟ้าราง) 15,762 คัน

      โทรคมนาคม

    เครืองบินแอร์บัส เอ380ทีใหญ่ที่สุดในสายการบินลุฟต์ฮันซา
    เยอรมนีเป็นศูนย์กลางการคมนาคมการขนส่งในทวีปยุโรปเนื่องจากตั้งอยู่ตรงกลางของทวีป[34]เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านในยุโรปตะวันตกเส้นทางและเครือข่ายถนนของเยอรมนีนั้นเรียกได้ว่าเป็นประเทศในกลุ่มที่มีเส้นทางคมนาคมที่หนาแน่นที่สุดในโลก[35]มีมอเตอร์เวย์ออโตบาห์นที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของโลกและเป็นที่ทราบกันดีว่าถนนเส้นนี้ไม่มีการจำกัดความเร็ว[36]
    เยอรมนีได้มีการจัดตั้งเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงที่ชื่ออินเตอร์ซิตี-เอกซ์เพรสซึ่งจะวิ่งผ่านเมืองสำคัญ ๆ ในเยอรมันและในประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆด้วยความเร็วประมาณ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง [37]ทางรถไฟของเยอรมันได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลซึ่งมีเงินสนับสนุนมากถึง 17 พันล้านยูโรในปี 2014.[38]
    ท่าอากาศยานของประเทศเยอรมนีที่ใหญ่ที่สุด ได้แก่ ท่าอากาศยานนานาชาติแฟรงก์เฟิร์ตและท่าอากาศยานนานาชาติมิวนิกและมีสายการบินที่ใหญ่ที่สุดคือลุฟต์ฮันซาและยังมีสนามบินอื่นๆอีกด้วยเช่นท่าอากาศยานเบอร์ลินเชอเนอเฟ็ลท์และท่าอากาศยานฮัมบวร์ค[39]และยังมีท่าเรือฮัมบวร์คที่เป็นท่าเรือที่คอนเทนเนอร์ที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนีและใหญ่เป็นอันดับ17ของโลก[40]

                     

                                 วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี

    อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ในปี ค.ศ. 1921.
     เยอรมนีมีนักวิจัยที่โดดเด่นในสาขาวิทยาศาสตร์ต่างๆ ที่ได้รับรางวัลโนเบลถึง 103 รางวัล เช่น ผลงานของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และมักซ์ พลังค์ ถือเป็นรากฐานสำคัญของฟิสิกส์ยุคใหม่ และได้ถูกพัฒนาต่อมาโดยผลงานของแวร์เนอร์ ไฮเซนแบร์ก แฮร์มันน์ ฟอน เฮล์มโฮลทซ์ โยเซฟ ฟอน เฟราน์โฮเฟอร์ กาเบรียล ดานีล ฟาเรนไฮต์ และวิลเฮล์ม คอนราด เรินต์เกนผู้ค้นพบรังสีเอกซ์ ความสำเร็จนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 1901 นักวิศวกรรมการบินอวกาศชื่อ แวร์นเนอร์ ฟอน เบราน์ ผู้พัฒนาจรวดในยุคแรกและต่อมาเป็นสมาชิกสำคัญของนาซาและพัฒนาจรวด Saturn V Moon ซึ่งปูทางสำหรับความสำเร็จของโครงการอะพอลโล งานของ Heinrich Rudolf Hertz ในด้านรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นความรู้ที่สำคัญในการพัฒนาโทรคมนาคมสมัยใหม่ ผ่านการก่อสร้างห้องปฏิบัติการแรกที่มหาวิทยาลัยซิกใน 1879 ของเขา, Wilhelm Wundt เป็นเครดิตกับสถานประกอบการของจิตวิทยาเป็นอิสระเชิงประจักษ์ วิทยาศาสตร์ Alexander von Humboldt ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและ explorer เป็นพื้นฐานเพื่อชีวภูมิศาสตร์
    การนำเข้าและส่งออกของเยอรมนีในปี 2553 จัดว่าอยู่ในทิศทางที่ดี มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการนำเข้า มีมูลค่ารวมมากกว่า 800,000 ล้านยูโร ส่วนการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 18% คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 950,000 ล้านยูโร โดยในจำนวนนี้ 95% ส่งออกไปยังตลาดยุโรป และกว่า 11% ส่งออกไปยังตลาดเอเชีย โดยเฉพาะจีน ซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 5.5%ของการส่งออกทั้งหมด นอกจากนี้ ในช่วงปี 2552-2553 อุตสาหกรรมยานยนต์ของเยอรมนีปรับตัวดีขึ้นมาก เนื่องจากการสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะจากจีน โดยในปี 2553 เยอรมนีส่งออกรถเพิ่มขึ้น 24% และการผลิตรถยนต์ในประเทศเพิ่มขึ้น 12%

                                                     

                                                การศึกษา


    ในปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนนักศึกษาทั้งหมด ประมาณ 12.6 ล้านคน ที่ประเทศมีครูอาจารย์ทั้งหมด ประมาณ 780,000 คน ตามที่โรงเรียนสถานศึกษากว่า 52,000 แห่งในเยอรมัน การศึกษาภาคบังคับเริ่มตั้งแต่อายุ 6 18 ปี รวมการศึกษาภาคบังคับทั้งหมด 12 ปี ซึ่งนักเรียนจำเป็นต้องเรียนหลักสูตรภาคบังคับแบบเต็มเวลานี้อย่างน้อย 9 ปี (ในบางรัฐ 10 ปี) หลังจากนั้นนักเรียนสามารถเลือกเรียนหลักสูตรสายอาชีพหรือฝึกงาน ซึ่งเป็นการเรียนแบบไม่เต็มเวลาได้ โรงเรียนเอกชนในเยอรมันมีไม่กี่แห่งที่ดำเนินการโดยนักสอนศาสนา โรงเรียนส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนรัฐบาล เรียนฟรีไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน หนังสือและตำราเรียนมักมีให้นักเรียนยืมไม่ต้องซื้อ แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ของส่วนตัวก็จะให้ผู้ปกครองบริจาคเงินตามกำลังทรัพย์ที่มี เมื่อนักเรียนอายุ 6 ปี จะเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาเป็นเวลา 4 ปี หลังจากจบประถมศึกษาแล้วจึงศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา แบ่งเป็น 4 ประเภทด้วยกัน Secondary General School (Houptschule) เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาที่ให้การศึกษาวิชาพื้นฐานทั่วไป วิชาที่สอน ได้แก่ ภาษาเยอรมัน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ สังคมวิทยา ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) และวิชาแนะนำวิชาชีพ เวลาเรียน 6 ปี หลังจบนักเรียนจะได้รับใบประกาศนียบัตรเพื่อเป็นประตูสู่การศึกษาสายวิชาชีพ Intermediate School (Realschule) เป็นโรงเรียนที่อยู่ระหว่างโรงเรียนมัธยมศึกษาที่ให้การศึกษาวิชาพื้นฐานทั่วไป (Secondary General School) กับโรงเรียนมัธยมศึกษาที่เน้นวิชาการ (Grammar School) หลักสูตรส่วนใหญ่จะเน้น วิชาพื้นฐานทั่วไป หลังจบหลักสูตร 6 ปี แล้วจะได้ประกาศนียบัตรเพื่อศึกษาต่อไปในระดับที่สูงขึ้น เช่น โรงเรียนอาชีวะ ที่ต้องเรียนเต็มเวลา ประมาณ 40% ของผู้จบโรงเรียนมัธยมจะได้ประกาศนียบัตรแบบนี้ Grammar School (Gymnasium) เป็นการศึกษาระดับมัธยมศึกษา 9 ปี เป็นการเรียนการสอนที่เน้นวิชาการ และเมื่อเรียนในระดับ เกรด 11 13 วิธีการเรียนจะแบ่งเป็นการเลือกกลุ่มวิชา (Course) ที่ถนัด เพื่อเน้นบางสาขาวิชาโดยเฉพาะ เพื่อเตรียมตัวเข้าเรียนมหาวิทยาลัยหลังจากจบเกรด 13 แล้ว Comprehensive School (Gesamtshule) เป็นการผสมผสานการเรียนการสอนของโรงเรียนมัธยมทั้ง 3 ประเภท เข้าด้วยกันภายใต้การบริหารหนึ่งเดียว นักเรียนเริ่มเรียนตั้งแต่เกรด 5 ถึง เกรด 10 และจะเริ่มเรียนวิชาเฉพาะทาง ในระดับเกรด 7 บางกลุ่มวิชาจะมีการแบ่งการเรียนออกเป็นกว่า 11 ระดับ แล้วแต่ความยากง่าย


                                              ประชากร

    ดูบทความหลักที่: ชาวเยอรมัน
    ประชากรในเยอรมนีกระจายตัวอยู่ แตกต่างกันมากในแต่ละภูมิภาคนั่นคือประมาณหนึ่งในสามของประชากรได้แก่ประมาณ 25 ล้านคน ใช้ชีวิตอยู่ใน 82 เมืองใหญ่ ส่วนอีก 50.5 ล้านคนอยู่ในชุมชนและเมืองที่มีประชากรระหว่าง 2,000 ถึง 100,000 คน นอกจากนั้นอีกประมาณ 6.4 ล้านคน อาศัยอยู่ในย่านที่มีประชากรไม่เกิน 2,000 คน บริเวณผู้อพยพเข้าในเบอร์ลิน ซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่การรวมประเทศเยอรมนี มีประชากรมากกว่า 4.3 ล้านคน ในเขตอุตสาหกรรมริมแม่น้ำไรน์ และรัวร์ ที่ซึ่งเมืองต่าง ๆ มักเหลื่อมล้ำเข้าหากัน เพราะไม่มีเส้นขีดคั่นอย่างชัดเจนนั้นมีประชากรมากว่า 11 ล้านคน กล่าวคือ 1,100 คนต่อตารางกิโลเมตร
    ภูมิภาคอันมีประชากรหนาแน่นดังกล่าวนี้แตกต่างจากอาณาบริเวณที่มีประชากรเบาบางมาก อาทิเช่น บริเวณอันกว้างใหญ่ของรัฐมาร์ค บรันเดนบวร์ก และเมคเคลนบวร์ก-ฟอร์พอมเฟิร์น
    กล่าวโดยสรุปแล้ว นับได้ว่าเยอรมนีซึ่งมีประชากรหนาแน่นถึง 230 คนต่อตารางกิโลเมตร เป็นประเทศที่มีความหนาแน่นมากแห่งหนึ่งในยุโรป แต่ก็มีความแตกต่างอย่างมากระหว่างบริเวณสหพันธ์ดั้งเดิม กับบริเวณอดีตสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมัน กล่าวคือในรัฐใหม่ของสหพันธ์ฯ และเบอร์ลินตะวันออกมีประชากรหนาแน่นถึง 140 คนต่อตารางกิโลเมตร ในขณะที่รัฐของสหพันธ์ฯ เดิม มีประชากรหนาแน่นถึง 267 คนต่อตารางกิโลเมตร

                                               เชื้อชาติ

     เยอรมัน 91.5%ก้]

    • ตุรกี 2.4%
    • อื่นๆ 6.1% (ประกอบไปด้วยชาวกรีก อิตาลี โปแลนด์ รัสเซีย เซิร์บและโคเอเชีย เป็นกลุ่มใหญ่)


                                              ดนตรี[แก้]

    ประเทศเยอรมันมี นักดนตรี คีตกวีทางดนตรี นักประพันธ์ดนตรี ที่มีชื่อเสียงระดับสากลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ลุดวิจ ฟาน เบโทเฟนโยฮันน์ เซบาสเตียน บาคโวล์ฟกัง อะมาเดอุส โมซาร์ทโยฮันเนส บราห์มริชาร์ด วากเนอร์ฟรันซ์ ชูแบร์ทจอร์จ เฟรดริก ฮันเดลโรแบร์ท ชูมันน์เฟลิกซ์ เมนเดลโซห์นคาร์ล ออร์ฟ เป็นต้น
    ปัจจุบันเยอรมัน เป็นตลาดดนตรีที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของยุโรป และอันดับ 4 ของโลก[41] ดนตรีเยอรมันเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วง ศตวรรษที่ 20-21 อาทิเช่น วงสกอร์เปียนส์ กับ วงรัมสไตน์ วงเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันดีมากที่สุดในระดับโลก, โทคิโอโฮเทล เป็นวงป็อปร็อกที่มีชื่อเสียงวงหนึ่งในเยอรมัน เป็นต้น


                                        อาหารเยอรมัน[แก้]

    อาหารเยอรมันแตกต่างจากพื้นที่สู่พื้นที่ เช่น ในภาคใต้ของบาวาเรียและ Swabia ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการปรุงอาหารตามแบบสวิสเซอร์แลนด์และออสเตรีย หมูและไก่เป็นอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่นิยมบริโภค ในเยอรมนีหมูเป็นที่นิยมมากที่สุด ตลอดทุกภาคเนื้อมักจะรับประทานในรูปแบบไส้กรอก มากกว่า 1500 ชนิดของไส้กรอกที่ผลิตในประเทศเยอรมนี อาหารอินทรีย์ได้รับส่วนแบ่งตลาดประมาณ 3.0% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก
    Schwarzwälder Kirschtorte เค้กแบล็คฟอเรสต์เป็นอาหารว่างที่ขึ้นชื่อของเยอรมัน
    เบียร์เครื่องดื่มขึ้นชื่อของเยอรมัน
    พูดภาษาเยอรมันเป็นที่นิยมมีความหมาย :"รับประทานอาหารเช้าเช่นจักรพรรดิ กลางวันเช่นกษัตริย์ และอาหารเย็นเหมือนขอทาน" อาหารเช้ามักประกอบด้วยขนมปังก้อนเล็ก (Brötchen) ทาแยมหรือน้ำผึ้ง หรือทานกับเนื้อเย็นและชีส บางครั้งมีไข่ต้ม ธัญพืชหรือ Muesli กับนมหรือโยเกิร์ต กว่า 300 ชนิดของขนมปังมีจำหน่ายในร้านเบเกอรี่ทั่วประเทศ ผู้อพยพจากหลายประเทศมาสู่เยอรมนีได้นำอาหารนานาชาติมากมายมาเผยแพร่จนทำให้เกิดนิสัยการกินรายวัน เช่นอาหารอิตาเลียนพิซซ่าและพาสต้า อาหารตุรกีและอาหรับชอบ Döner และ Falafel โดยเฉพาะในเมืองใหญ่นอกจากร้านอาหารพื้นเมืองแล้ว ยังมีร้านอาหารนานาชาติแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารจีน กรีก อินเดีย ไทย ญี่ปุ่นและอาหารเอเชียอื่น ๆ ได้รับความนิยมในทศวรรษที่ผ่านมา
    แม้ว่าไวน์จะเป็นที่นิยมในหลายประเทศ แต่ประเทศเยอรมนีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประจำชาติคือเบียร์ แม้คนเยอรมันจะบริโภคเบียร์ต่อคนจะลดลง แต่ปริมาณการบริโภคเบียร์ 127 ลิตรต่อปีต่อคนในเยอรมนีก็ยังคงเป็นตัวเลขสูงที่สุดในโลก ชนิดของเบียร์ในเยอรมันได้แก่ Alt, Bock, Dunkel, Kölsch, เลเกอร์, Malzbier, Pils และ Weizenbier จากการสำรวจ 18 ประเทศตะวันตกที่บริโภคเครื่องคิดเป็นต่อหัวมากที่สุด เยอรมนีอยู่ในอันดับ 14 สำหรับเครื่องดื่มทั่วไป ในขณะที่มาเป็นอันดับสามในการบริโภคน้ำผลไม้ นอกจากนั้น น้ำแร่อัดลมและ Schorle (ผสมกับน้ำผลไม้) ก็เป็นที่นิยมเช่นกันในเยอรมนี


    CITES

    PRESS RELEASE Proposals to change protection levels of species under international  trade at the next World Wildlife Conference available...