ประเทศเยอรมันนี
เยอรมนีเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งสหภาพยุโรปและยังก่อตั้งสหภาพการเงินกับสมาชิกในสหภาพยุโรปอีก 17 ประเทศ โดยใช้ชื่อว่ายูโรโซน เยอรมนีเป็นสมาชิกของกลุ่ม
UNO,
OECD,
NATO,
G7 และ
G20 เยอรมนีเป็นประเทศที่มีอิทธิพลต่อประเทศอื่นๆในยุโรปและเป็นประเทศที่มีความสามารถที่จะแข่งขันในระดับโลก
หากวัดจากผลผลิตมวลรวมภายในประเทศแบบปกติแล้ว เยอรมนีเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก ในปี 2012 เป็นประเทศที่มีการนำเข้าส่งออกมากที่สุดเป็นอันดับสาม ดัชนีการพัฒนามนุษย์ถือว่าสูงมาก
การค้นพบโครงกระดูกฟันกรามเมาเออร์ 1 (Mauer 1) ได้ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์มีการตั้งรกรากในบริเวณที่เป็นประเทศเยอรมนีในปัจจุบันมาตั้งแต่ 600,000 ปีที่แล้ว[6] เครื่องไม้เครื่องมือในการล่าสัตว์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกถูกค้นพบในเหมืองถ่านหินบริเวณเมืองเชินนิงเงิน ซึ่งได้ค้นพบทวนไม้โบราณสามเล่มที่ฝังอยู่ใต้ผืนดินมาเป็นเวลากว่า 380,000 ปี[7] นอกจากนี้ ยังมีการค้นพบฟอสซิลมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ "นีแอนเดอร์ทาล" เป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งคาดว่ามีอายุกว่า 40,000 ปี นอกจากนี้ยังมีการค้นพบหลักฐานของมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันในถ้ำของเทือกเขาแอลป์ชวาเบินใกล้กับเมืองอุล์ม และยังมีการค้นพบเครื่องเป่าที่ทำจากงาช้างแมมมอธและกระดูกของนกอายุกว่า 42,000 ปี ถือเป็นเครื่องดนตรีที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่มีการค้นพบ[8] นอกจากนี้ ยังมีการค้นพบรูปสลัก "ไลออนแมน" ที่ตัวเป็นคนหัวเป็นสิงโตจากยุคน้ำแข็งเมื่อ 40,000 ปีก่อน ถือเป็นงานศิลปะอุปมาเลียนแบบกายมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดที่เคยมีการค้นพบ[9]
กลุ่มชนเจอร์แมนิกและอาณาจักรแฟรงก์ (ยุคสัมฤทธิ์–ค.ศ. 843)
ในศตวรรษที่ 3 ได้มีการเกิดขึ้นของเผ่าเยอรมันขนาดใหญ่หลายเผ่าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น
ชนอลามันน์ (Alemanni),
ชาวแฟรงก์ (Franks), ชาวชัตต์ (Chatti),
ชาวแซกซอน (Saxons), ชาวซีกัม (Sicambri), และชาวเทือริง (Thuringii) ราวค.ศ. 260 พวกชนเผ่าเยอรมันเหล่านี้ก็รุกเข้าไปในดินแดนในความควบคุมของโรมัน
[11] ภายหลังการรุกรานของ
ชาวฮันในปี 375 และการเสื่อมอำนาจของโรมันตั้งแต่ปี 395 เป็นต้นไป พวกชนเผ่าเยอรมันก็ยิ่งรุกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ชนเผ่าเยอรมันขนาดใหญ่เหล่านี้เข้าครอบงำชนเผ่าเยอรมันขนาดเล็กต่างๆ เกิดเป็นดินแดนของชนเผ่าเยอรมันในบริเวณที่เป็นประเทศเยอรมนีในปัจจุบัน
อาณาจักรแฟรงก์ตะวันออกและจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (ค.ศ. 843–1815)

อาณาจักรแฟรงก์และการขยายดินแดน และถูกแบ่งออกเป็นสามอาณาจักรในปี 843
ในค.ศ. 800
ชาร์เลอมาญ กษัตริย์แห่งชาวแฟรงก์ ได้ปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งชาวโรมัน และสถาปนา
จักรวรรดิการอแล็งเฌียง ต่อมาในปีค.ศ. 840 ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นจากการแย่งชิงบัลลังก์ในหมู่พระโอรสของ
จักรพรรดิหลุยส์ผู้ศรัทธา[12] สงครามกลางเมืองครั้งนี้จบลงในปี 843 โดยการแบ่งจักรวรรดิการอแล็งเฌียงออกเป็นสามอาณาจักรอันได้แก่:
การผงาดของราชอาณาจักรปรัสเซีย[แก้]
เดิมที ปรัสเซียเป็นดินแดนหนึ่งในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และยอมรับนับถือจักรพรรดิในกรุงเวียนนาเป็นเจ้าเหนือหัว อย่างไรก็ตาม ปรัสเซียเริ่มแตกหักกับราชวงศ์ฮับส์บูร์กเมื่อ
จักรพรรดิคาร์ลที่ 6 เสด็จสวรรคตในปี 1740 ทายาทของจักรพรรดิคาร์ลมีเพียงพระราชธิดาเท่านั้น
พระเจ้าฟรีดริชที่ 2 แห่งปรัสเซีย ทรงคัดค้านการให้สตรีครองบัลลังก์จักรวรรดิมาตลอด พระเจ้าฟรีดริชที่ 2 ทรงเปิดฉากรุกรานดินแดน
ไซลีเซียของ
ราชวงศ์ฮับส์บูร์ก เกิดเป็นสงครามไซลีเซียครั้งที่หนึ่ง และบานปลายเป็น
สงครามสืบราชบัลลังก์ออสเตรียที่มีอังกฤษและสเปนเข้ามาร่วมอยู่ฝ่ายเดียวกับปรัสเซีย สงครามครั้งนี้จบลงด้วยความเสียเปรียบของฮับส์บูร์ก ราชสำนักกรุงเวียนนาต้องสูญเสียดินแดนจำนวนมากแก่ปรัสเซียและพันธมิตร ราชสำนักกรุงเบอร์ลินแห่งปรัสเซียได้ผงาดบารมีขึ้นมาเป็นขั้วอำนาจใหม่ในจักรวรรดิเทียบเคียงราชสำนักกรุงเวียนนา แม้ว่าโดยนิตินัยแล้ว ปรัสเซียจะยังคงถือเป็นดินแดนหนึ่งในจักรวรรดิภายใต้ราชวงศ์ฮับส์บูร์กก็ตาม
สมาพันธรัฐเยอรมันและจักรวรรดิเยอรมัน (ค.ศ. 1815–1918)
ในปี 1864 ความขัดแย้งระหว่างออสเตรียกับปรัสเซียขึ้นอีกครั้ง และบานปลายเป็น
สงครามออสเตรีย-ปรัสเซีย หรือที่เรียกว่า "สงครามพี่น้อง" สงครามครั้งนี้จบลงด้วยชัยชนะอย่างงดงามของปรัสเซีย ออสเตรียสูญเสียอิทธิพลเหนือรัฐเยอรมันตอนใต้ทั้งหมดและจำยอมยุบสมาพันธรัฐเยอรมันในวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 1866 และนำไปสู่การสถาปนา "
สมาพันธรัฐเยอรมันเหนือ" ที่มีกษัตริย์แห่งปรัสเซียเป็นองค์ประธาน และภายหลังปรัสเซียมีชัยใน
สงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซียในปี 1871 รัฐสภาแห่งสมาพันธรัฐเยอรมันเหนือได้มีมติให้เปลี่ยนชื่อสมาพันธรัฐเป็นจักรวรรดิ และมีมติให้
พระเจ้าวิลเฮล์มที่ 1 แห่งปรัสเซีย ดำรงตำแหน่งเป็นจักรพรรดิเยอรมัน ถือเป็นการสถาปนา
จักรวรรดิเยอรมันอย่างเป็นทางการ
จักรวรรดิเยอรมันมีพัฒนาการด้านอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดด มีกองทัพบกที่ทรงแสนยานุภาพที่สุดในโลก และมีกองทัพเรือที่ทรงแสนยานุภาพเป็นลำดับสองรองจาก
ราชนาวีอังกฤษ อย่างไรก็ตาม ความปราชัยใน
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งทำให้เกิดยุคข้าวยากหมากแพงจน
จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 สละราชสมบัติและลี้ภัยการเมืองในปี 1918 เยอรมนีเปลี่ยนไปใช้ระบอบระบอบ
ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐภายใต้ประธานาธิบดี
สาธารณรัฐไวมาร์และนาซีเยอรมนี (ค.ศ. 1919–1945)
เมื่อระบอบจักรพรรดิล่มสลาย ได้มีการจัดประชุมสมัชชาแห่งชาติขึ้นที่เมืองไวมาร์และมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ตลอดช่วงเวลา 14 ปีของเยอรมนียุคสาธารณรัฐไวมาร์ ต้องเผชิญกับปัญหามากมาย ทั้งเศรษฐกิจตกต่ำ, อภิมหาเงินเฟ้อ, อัตราการว่างงานสูงลิบ, เผชิญหน้ากับการแพร่ขยายของลิทธิคอมมิวนิสต์จากรัสเซีย รวมถึงการห้ามมีกองทัพจากผลของ
สนธิสัญญาแวร์ซาย ความล่มจมของประเทศเช่นนี้ทำให้เกิดขบวนการชาตินิยมขึ้นมากมาย หนึ่งในนั้นคือ
พรรคกรรมกรเยอรมัน (DAP) ซึ่งมีอุดมการณ์แบบสุดโต่ง สิบตรี
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งเข้ามาสอดแนมในพรรคแห่งนี้ประทับใจกับอุดมการณ์ของพรรค ฮิตเลอร์ตัดสินใจเข้าร่วมพรรคจนก้าวขึ้นเป็นผู้นำพรรค ในปี 1920 ฮิตเลอร์เปลี่ยนชื่อพรรคแห่งนี้เป็น "
พรรคกรรมกรชาติสังคมนิยมเยอรมัน" หรือที่รู้จักกันในชื่อ "พรรคนาซี"
เมื่อฮิตเลอร์ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุด เขาได้ฉีกสนธิสัญญาแวร์ซายทิ้งและเร่งฟื้นฟูแสนยานุภาพของเยอรมันเป็นการใหญ่ ฮิตเลอร์ประกาศลดภาษีรถยนต์เป็นศูนย์และเร่งรัดให้มีการสร้างทางหลวง
เอาโทบานทั่วประเทศ ส่งผลให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของเยอรมันเติบโตอย่างมโหฬาร เยอรมนีผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจอีกครั้งและกลายเป็นชาติที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าที่สุดในโลกในทุกด้าน ทั้งด้านวิศวกรรม อุตสาหกรรม การแพทย์ และการทหาร แม้ว่าความรุ่งเรืองเหล่านี้ ส่วนหนึ่งจะเป็นผลมาจากการขูดรีดแรงงานในค่ายกักกันก็ตาม
สงครามโลกครั้งที่สอง

แผนที่สงครามในทวีปยุโรป ค.ศ. 1942
ดินแดนในยึดครองของเยอรมัน
เขตอิทธิพล/รัฐหุ่นเชิดของเยอรมัน
สหภาพโซเวียต
สหราชอาณาจักรและอาณานิคม
ในปี 1939 ฮิตเลอร์จุดชนวน
สงครามโลกครั้งที่สองในยุโรปโดย
การบุกครองโปแลนด์ ตามด้วยการรุกรานประเทศอื่นๆในยุโรปและยังทำ
กติกาสัญญาไตรภาคีเป็นพันธมิตรกับอิตาลีและญี่ปุ่น เขตอิทธิพลของนาซีเยอรมันได้แผ่ไพศาลที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติเยอรมันในปี 1942 ครอบคลุมส่วนใหญ่ของ
ยุโรปภาคพื้นทวีป ในปี 1943 ฮิตเลอร์เปลี่ยนชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของเยอรมนีจาก "
ไรช์เยอรมัน" (
Deutsches Reich) เป็น "ไรช์มหาเยอรมัน" (
Großdeutsches Reich)
เยอรมนีตะวันออกและตะวันตก (ค.ศ. 1945–1990)
หลังเยอรมนียอมจำนนแล้ว ฝ่ายสัมพันธมิตรก็ได้แบ่งกรุงเบอร์ลินและประเทศเยอรมนีออกเป็น 4 เขตในยึดครองทางทหาร เขตฝั่งตะวันตกซึ่งควบคุมโดยฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ได้รวมกันและจัดตั้งขึ้นเป็นประเทศที่ชื่อว่า "สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี" เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1949 ส่วนเขตทางตะวันออกซึ่งอยู่ในควบคุมของสหภาพโซเวียตได้จัดตั้งขึ้นเป็นประเทศที่ชื่อว่า "สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี" เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 1949 ทั้งสองประเทศนี้ถูกเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า "
ประเทศเยอรมนีตะวันตก" มีเมืองหลวงอยู่ที่กรุง
บอนน์ และ "
ประเทศเยอรมนีตะวันออก" มีเมืองหลวงอยู่ที่กรุง
เบอร์ลินตะวันออก
เยอรมนีตะวันตกมีการปกครองในระบอบสาธารณรัฐภายใต้รัฐสภากลาง และใช้ระบบเศรษฐกิจการตลาดเพื่อสังคม (Social Market Economy) เยอรมนีตะวันตกรับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจำนวนมากตาม
แผนมาร์แชลล์เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมของตน เศรษฐกิจของเยอรมนีตะวันตกฟื้นฟูอย่างรวดเร็วจนถูกเรียกว่า "ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ" (Economic miracle) เยอรมนีตะวันตกเข้าร่วม
องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ในปี 1955 และเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้ง
ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป(EEC) ในปี 1957
เยอรมนีตะวันตกเป็นรัฐใน
กลุ่มตะวันออก (Eastern Bloc) ซึ่งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองและทางทหารของสหภาพโซเวียต และยังเป็นรัฐร่วมภาคีใน
กติกาสัญญาวอร์ซอ และแม้ว่าเยอรมนีตะวันออกจะอ้างว่าตนเองปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่อำนาจทางการเมืองการปกครองทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของ
โปลิตบูโรแห่ง
พรรคเอกภาพสังคมนิยมเยอรมนี (SED) ซึ่งมีหัวแบบคอมมิวนิสต์ นอกจากนี้ พรรคฯยังมีการหนุนหลังจาก "กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐ "หรือที่เรียกว่า "
สตาซี" (Stasi) อันเป็นหน่วยงานรัฐขนาดใหญ่ที่ควบคุมเกือบทุกแง่มุมของสังคม
[13] เยอรมนีตะวันออกใช้ระบอบเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์ อันเป็นระบบเศรษฐกิจที่ทุกอย่างถูกวางแผนโดยรัฐ
ภูมิศาสตร์กายภาพ

แผนที่แสดงความสูงต่ำของประเทศ
ประเทศเยอรมนีมีขนาด357,021 ตารางกิโลเมตรโดยแบ่งเป็นพื้นดิน349,223 ตารางกิโลเมตรและพื้นน้ำ,798 ตารางกิโลเมตร เป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 7 ใน
ทวีปยุโรปและใหญ่เป็นอันดับ 62 ของโลก
[17]และด้วยพรมแดนมีความยาวทั้งหมดรวม 3,757 กิโลเมตรมีประเทศเพื่อนบ้านถึง 9 ประเทศ ทำให้เยอรมนีเป็นประเทศที่มีประเทศเพื่อนบ้านมากที่สุดใน
ทวีปยุโรป[18]
เยอรมนีมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันไปจากทางตอนเหนือถึงทางตอนใต้ โดยมีทั้งที่ราบทางตอนเหนือและเทือกเขาทางตอนใต้ เอยรมนียังมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ แร่เหล็ก, ถ่านหิน, โพแทช, ไม้, ลิกไนต์, ยูเรเนียม, ทองแดง, ก๊าซธรรมชาติ, เกลือ, นิกเกิล, พื้นที่เพาะปลูกและน้ำ
[17]
ภูมิอากาศ
ประเทศเยอรมนีไม่มีฤดูแล้งและฤดูหนาวจะมีอากาศที่เย็นถึงหนาวจัดและฤดูร้อนจะมีความอบอุ่นโดยอุณหภูมิจะไม่เกิน 30 ° C
ความหลากหลายทางชีวภาพ
การเมืองการปกครอง
การรวมประเทศในปี 1990 นั้น เสมือนเป็นการผนวกประเทศเยอรมนีตะวันออกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเยอรมนีตะวันตก ดังนั้นระบบระเบียบการปกครองทั้งหมดในประเทศเยอรมนีใหม่นี้ จึงยึดเอาระบบระเบียบเดิมของเยอรมนีตะวันตกมาทั้งหมด กฎหมายสูงสุดหรือรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมนีเรียกว่า
กรุนด์เกเซ็ทท์ (
Grundgesetz) หรือแปลอย่างตรงตัวได้ว่า "กฎหมายพื้นฐาน" ถูกบัญญัติขึ้นในปี 1949 เพื่อใช้เป็นรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมนีตะวันตก การแก้ไขกฎหมายฉบับนี้จำเป็นต้องได้รับเสียงอย่างน้อยสองในสามจากที่ประชุมร่วมสองสภา อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐาน,
การแยกใช้อำนาจ, โครงสร้างสหพันธ์ และสิทธิในการต่อต้านความพยายามล้มล้างมิอาจถูกแก้ไขได้
รัฐสมาชิกตามรัฐธรรมนูญ
ประเทศเยอรมนีประกอบด้วยสิบหก
รัฐ (
เยอรมัน:
Bundesland บุนเดสลันด์) ในจำนวนนี้
เบอร์ลินและ
ฮัมบวร์ค มีสถานะเป็นนครรัฐ (
เยอรมัน:
Stadtstaaten ชตัดท์ชตาเทิน) ในขณะที่
เบรเมิน เป็นรัฐที่ประกอบด้วยสองนครรัฐคือ
เบรเมินและ
เบรเมอร์ฮาเฟิน ในขณะที่อีกสิบสามรัฐที่เหลือ มีสถานะเป็นรัฐเฉพาะถิ่น (
เยอรมัน:
Flächenländer แฟลเชินแลนเดอร์) ทุกรัฐมีรัฐบาลท้องถิ่นเป็นของตนเอง สามารถตรากฎหมายและจัดเก็บภาษีเองตามกรอบของรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์ฯ
| บาเดิน-เวือร์ทเทมแบร์ก | ชตุทท์การ์ท | 35,752 | 10,879,618 | 461 | 42,800 |
| บาวาเรีย | มิวนิก | 70,549 | 12,843,514 | 550 | 43,100 |
| เบอร์ลิน | เบอร์ลิน | 892 | 3,520,031 | 125 | 35,700 |
| บรันเดินบวร์ค | พ็อทซ์ดัม | 29,477 | 2,484,826 | 66 | 26,500 |
| เบรเมิน | เบรเมิน | 404 | 671,489 | 32 | 47,600 |
| ฮัมบวร์ค | ฮัมบวร์ค | 755 | 1,787,408 | 110 | 61,800 |
| เฮ็สเซิน | วีสบาเดิน | 21,115 | 6,176,172 | 264 | 43,100 |
| เมคเลินบวร์ค-ฟอร์พ็อมเมิร์น | ชเวรีน | 23,174 | 1,612,362 | 40 | 25,000 |
| นีเดอร์ซัคเซิน | ฮันโนเฟอร์ | 47,618 | 7,926,599 | 259 | 32,900 |
| นอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน | ดึสเซิลดอร์ฟ | 34,043 | 17,865,516 | 646 | 36,500 |
| ไรน์ลันท์-ฟัลทซ์ | ไมนทซ์ | 19,847 | 4,052,803 | 132 | 32,800 |
| ซาร์ลันท์ | ซาร์บรึคเคิน | 2,569 | 995,597 | 35 | 35,400 |
| ซัคเซิน | เดรสเดิน | 18,416 | 4,084,851 | 113 | 27,800 |
| ซัคเซิน-อันฮัลท์ | มัคเดอบวร์ค | 20,445 | 2,245,470 | 57 | 25,200 |
| ชเลสวิช-ฮ็อลชไตน์ | คีล | 15,763 | 2,858,714 | 86 | 31,200 |
| ทือริงเงิน | แอร์ฟวร์ท | 16,172 | 2,170,714 | 57 | 26,400 |
| ประเทศเยอรมนี | เบอร์ลิน | 357,376 | 82,175,684 | 3025 | 37,100 |
|
ฝ่ายบริหาร[แก้]
กระทรวง[แก้]
ประเทศเยอรมนีมีกระทรวงอยู่ทั้งหมด 14 กระทรวง ได้แก่
| กระทรวง | ชื่อเยอรมัน | อักษรย่อ |
| 1 | กระทรวงกลาโหม | Bundesministerium der Verteidigung | BMVg |
| 2 | กระทรวงยุติธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค | Bundesministerium der Justiz und für Verbraucherschutz | BMJV |
| 3 | กระทรวงการคลัง | Bundesministerium der Finanzen | BMF |
| 4 | กระทรวงมหาดไทย | Bundesministerium des Innern | BMI |
| 5 | สำนักงานการต่างประเทศ | Auswärtiges Amt | AA |
| 6 | กระทรวงเศรษฐกิจและพลังงาน | Bundesministerium für Wirtschaft und Energie | BMWi |
| 7 | กระทรวงแรงงานและกิจการสังคม | Bundesministerium für Arbeit und Soziales | BMAS |
| 8 | กระทรวงกิจการครอบครัว ผู้สูงอายุ สตรีและเยาวชน | Bundesministerium für Familie, Senioren, Frauen und Jugend | BMFSFJ |
| 9 | กระทรวงสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ธรรมชาติ อาคารและความปลอดภัยของนิวเคลียร์ | Bundesministerium für Umwelt, Naturschutz, Bau und Reaktorsicherheit | BMUB |
| 10 | กระทรวงอาหารและการเกษตร | Bundesministerium für Ernährung und Landwirtschaft | BMEL |
| 11 | กระทรวงพัฒนาการและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ | Bundesministerium für wirtschaftliche Zusammenarbeit und Entwicklung | BMZ |
| 12 | กระทรวงสาธารณสุข | Bundesministerium für Gesundheit | BMG |
| 13 | กระทรวงการขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิตอล | Bundesministerium für Verkehr und digitale Infrastruktur | BMVI |
| 14 | กระทรวงศึกษาธิการและการวิจัย | Bundesministerium für Bildung und Forschung | BMBF |
ฝ่ายนิติบัญญัติ[แก้]
อำนาจนิติบัญญัติเป็นของรัฐสภาซึ่งประกอบไปด้วย
สภาผู้แทนราษฎร (Bundestag) ทำหน้าที่เป็นสภาล่าง มีสมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และ
สภาผู้แทนรัฐ (Bundesrat) เป็นสภาตัวแทนรัฐทั้งสิบหกของสหพันธ์ ทำหน้าที่เป็นสภาสูง
ความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป
กองทัพ
ดูบทความหลักที่:
บุนเดซเวร์
บุนเดซเวร์เป็นชื่อของกองทัพของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีกองทัพของเยอรมนี และมีการแบ่งเป็น3เหล่าคือ แฮร์ (กองทัพบกและกองทัพพิเศษ KSK) ,มารีน (กองทัพเรือ), ลูฟวอฟ์ (กองทัพอากาศ) มีงบประมาณมากเป็นอันดับ9ของโลก
[24]ในปี 2015งบประมาณกองทัพของเยอรมนีอยู่ที่ 32.9 พันล้านยูโรซึ่งคิดเป็น 1.2% ของ GDP ของประเทศ ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายของนาโต้ 2%
[25]
ในปี 2015บุนเดสแวร์มีกองกำลังทหารถึง178,000 นายและมีทหารอาสาอีก9,500 นาย
[26]และในปี2001 เยอรมนียังมีการส่งทหารออกไปปฏิบัติภารกิจนอกประเทศด้วยซึ่งเป็นทหารทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
[27][28] โดยทหารผู้หญิงนั้นมีประมาณ19,000คนที่ประจำการอยู่ในกองทัพ และในปี 2014 ได้มีการอ้างอิงจากSIPRIว่าประเทศเยอรมนีมีการส่งทหารไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศมากเป็นอันดับ4ของโลก
[29]
แต่ถ้าหากไม่มีสงครรามหรือการก่อการร้ายบุนเดสแวร์จะได้รับคำสั่งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้ปกป้องนายกรัฐมยตรีหรือบุคคลสำคัญ
[30]

เรือรบBrandenburg-class frigate ของเยอรมัน
บทบาทของบุนเดสแวร์ได้มีการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมนีว่าใช้ในการปกป้องและป้องกันเท่านั้น แต่หลังจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญของรัฐบาลกลางในปี 1994 ว่าการปกป้องนี้ไม่ได้หมายถึงแค่การปกป้องอาณาเขตและดินแดนของประเทศเยอรมนีเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงปฏิกิริยาหรือวิกฤติความขัดแย้งจากต่างประเทศหรือที่อื่นๆบนโลกที่อาจกว้างขึ้นจนอาจมีผลต่อความมั่นคงของประเทศเยอรมนีได้ ในเดือนมกราคมปี 2015 กองทัพเยอรมันมีกองกำลังประจำการอยู่ในต่างประเทศประมาณ 2,370นาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังรักษาความสงบระหว่างประเทศรวมถึงกองกำลังของบุนเดสแวร์เช่น ในกองทัพนาโต้ที่ปฏิบัติภารกิจใน
ประเทศอิรัก,
ประเทศอัฟกานิสถานและ
ประเทศอุซเบกิสถานจำนวน 850 นาย และทหารเยอรมันใน
ประเทศโคโซโว 670 นาย และกองกำลังร่วมด้วย UNIFIL ใน
ประเทศเลบานอน120 นาย
[31]
จนในปี2011 การรับราชการทหารเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ชายที่มีอายุ 18 ปีและมีหน้าที่รับราชการทหารเป็นเวลา 6 เดือน ส่วนผู้ที่ไม่อยากเป็นทหารสามารถเลือกเป็น Zivildienst (การบริการประชาชน) เป็นเวลา 6เดือนได้ หรืออาจเป็นทหารอาสา 6 ปี หรือการบริการฉุกเฉินเช่นแผนกดับเพลิงหรือกาชาด
[32][33]
เศรษฐกิจ
ดูบทความหลักที่:
เศรษฐกิจเยอรมนี

รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ของประเทศเยอรมนี
ประเทศเยอรมนีมี
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เป็นอันดับสี่ของโลกถัดจากสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น เยอรมนียังเป็นประเทศที่มีการส่งออกเป็นอันดับสามของโลก รองจาก
สหรัฐอเมริกา และ
ประเทศจีน ปัญหาทางเศรษฐกิจที่สำคัญคืออัตราการจ้างงาน
ตั้งแต่ประวัติของอุตสาหกรรมในประเทศเยอรมนีได้รับการควบคุมให้ผู้ริเริ่มและผู้รับผลประโยชน์ของเศรษฐกิจทั่วโลกมากกว่าที่เคย เยอรมนีเป็นผู้ส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของโลกในปี ค.ศ. 2002 ถึง ค.ศ. 2008 และได้ทำการค้าตลาดร่วมกับจีนในปี 2009 และปัจจุบันผู้ส่งออกใหญ่เป็นอันดับสองและสร้างดุลการค้าใหญ่ ภาคบริการในรอบ 70% ของ GDP รวมอุตสาหกรรม 29.1%, 0.9% และภาคการเกษตร ผลิตภัณฑ์ของประเทศเยอรมนีส่วนใหญ่อยู่ในด้านวิศวกรรมโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมรถยนต์
การคมนาคม และ โทรคมนาคม
เส้นทางคมนาคม
ถนน 650,000 กิโลเมตร ราง 41,315 กิโลเมตร ลำน้ำและชายฝั่ง 7,500 กิโลเมตร ท่าอากาศยาน 58 ท่า ทางรถไฟขนาดราง 1.435 เมตร ระยะทาง 41,315 กิโลเมตร ติดระบบรถไฟฟ้า 19,857 กิโลเมตร ผู้โดยสาร 19,500 ล้านเที่ยว สินค้า 415.4 ล้านตันต่อปี รถจักร 7,734 คัน รถ DMU (ดีเซลราง) และ EMU (รถไฟฟ้าราง) 15,762 คัน
โทรคมนาคม
เยอรมนีเป็นศูนย์กลางการคมนาคมการขนส่งในทวีปยุโรปเนื่องจากตั้งอยู่ตรงกลางของทวีป
[34]เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านในยุโรปตะวันตกเส้นทางและเครือข่ายถนนของเยอรมนีนั้นเรียกได้ว่าเป็นประเทศในกลุ่มที่มีเส้นทางคมนาคมที่หนาแน่นที่สุดในโลก
[35]มีมอเตอร์เวย์
ออโตบาห์นที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของโลกและเป็นที่ทราบกันดีว่าถนนเส้นนี้ไม่มีการจำกัดความเร็ว
[36]
เยอรมนีได้มีการจัดตั้งเครือข่าย
รถไฟความเร็วสูงที่ชื่อ
อินเตอร์ซิตี-เอกซ์เพรสซึ่งจะวิ่งผ่านเมืองสำคัญ ๆ ในเยอรมันและในประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆด้วยความเร็วประมาณ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
[37]ทางรถไฟของเยอรมันได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลซึ่งมีเงินสนับสนุนมากถึง 17 พันล้านยูโรในปี 2014.
[38]
วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ในปี ค.ศ. 1921.
การนำเข้าและส่งออกของเยอรมนีในปี 2553 จัดว่าอยู่ในทิศทางที่ดี มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการนำเข้า มีมูลค่ารวมมากกว่า 800,000 ล้านยูโร ส่วนการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 18% คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 950,000 ล้านยูโร โดยในจำนวนนี้ 95% ส่งออกไปยังตลาดยุโรป และกว่า 11% ส่งออกไปยังตลาดเอเชีย โดยเฉพาะจีน ซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 5.5%ของการส่งออกทั้งหมด นอกจากนี้ ในช่วงปี 2552-2553 อุตสาหกรรมยานยนต์ของเยอรมนีปรับตัวดีขึ้นมาก เนื่องจากการสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะจากจีน โดยในปี 2553 เยอรมนีส่งออกรถเพิ่มขึ้น 24% และการผลิตรถยนต์ในประเทศเพิ่มขึ้น 12%
การศึกษา
ในปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนนักศึกษาทั้งหมด ประมาณ 12.6 ล้านคน ที่ประเทศมีครูอาจารย์ทั้งหมด ประมาณ 780,000 คน ตามที่โรงเรียนสถานศึกษากว่า 52,000 แห่งในเยอรมัน การศึกษาภาคบังคับเริ่มตั้งแต่อายุ 6 18 ปี รวมการศึกษาภาคบังคับทั้งหมด 12 ปี ซึ่งนักเรียนจำเป็นต้องเรียนหลักสูตรภาคบังคับแบบเต็มเวลานี้อย่างน้อย 9 ปี (ในบางรัฐ 10 ปี) หลังจากนั้นนักเรียนสามารถเลือกเรียนหลักสูตรสายอาชีพหรือฝึกงาน ซึ่งเป็นการเรียนแบบไม่เต็มเวลาได้ โรงเรียนเอกชนในเยอรมันมีไม่กี่แห่งที่ดำเนินการโดยนักสอนศาสนา โรงเรียนส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนรัฐบาล เรียนฟรีไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน หนังสือและตำราเรียนมักมีให้นักเรียนยืมไม่ต้องซื้อ แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ของส่วนตัวก็จะให้ผู้ปกครองบริจาคเงินตามกำลังทรัพย์ที่มี เมื่อนักเรียนอายุ 6 ปี จะเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาเป็นเวลา 4 ปี หลังจากจบประถมศึกษาแล้วจึงศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา แบ่งเป็น 4 ประเภทด้วยกัน Secondary General School (Houptschule) เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาที่ให้การศึกษาวิชาพื้นฐานทั่วไป วิชาที่สอน ได้แก่ ภาษาเยอรมัน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ สังคมวิทยา ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) และวิชาแนะนำวิชาชีพ เวลาเรียน 6 ปี หลังจบนักเรียนจะได้รับใบประกาศนียบัตรเพื่อเป็นประตูสู่การศึกษาสายวิชาชีพ Intermediate School (Realschule) เป็นโรงเรียนที่อยู่ระหว่างโรงเรียนมัธยมศึกษาที่ให้การศึกษาวิชาพื้นฐานทั่วไป (Secondary General School) กับโรงเรียนมัธยมศึกษาที่เน้นวิชาการ (Grammar School) หลักสูตรส่วนใหญ่จะเน้น วิชาพื้นฐานทั่วไป หลังจบหลักสูตร 6 ปี แล้วจะได้ประกาศนียบัตรเพื่อศึกษาต่อไปในระดับที่สูงขึ้น เช่น โรงเรียนอาชีวะ ที่ต้องเรียนเต็มเวลา ประมาณ 40% ของผู้จบโรงเรียนมัธยมจะได้ประกาศนียบัตรแบบนี้ Grammar School (Gymnasium) เป็นการศึกษาระดับมัธยมศึกษา 9 ปี เป็นการเรียนการสอนที่เน้นวิชาการ และเมื่อเรียนในระดับ เกรด 11 13 วิธีการเรียนจะแบ่งเป็นการเลือกกลุ่มวิชา (Course) ที่ถนัด เพื่อเน้นบางสาขาวิชาโดยเฉพาะ เพื่อเตรียมตัวเข้าเรียนมหาวิทยาลัยหลังจากจบเกรด 13 แล้ว Comprehensive School (Gesamtshule) เป็นการผสมผสานการเรียนการสอนของโรงเรียนมัธยมทั้ง 3 ประเภท เข้าด้วยกันภายใต้การบริหารหนึ่งเดียว นักเรียนเริ่มเรียนตั้งแต่เกรด 5 ถึง เกรด 10 และจะเริ่มเรียนวิชาเฉพาะทาง ในระดับเกรด 7 บางกลุ่มวิชาจะมีการแบ่งการเรียนออกเป็นกว่า 11 ระดับ แล้วแต่ความยากง่าย
ประชากร
ดูบทความหลักที่:
ชาวเยอรมัน
ประชากรในเยอรมนีกระจายตัวอยู่ แตกต่างกันมากในแต่ละภูมิภาคนั่นคือประมาณหนึ่งในสามของประชากรได้แก่ประมาณ 25 ล้านคน ใช้ชีวิตอยู่ใน 82 เมืองใหญ่ ส่วนอีก 50.5 ล้านคนอยู่ในชุมชนและเมืองที่มีประชากรระหว่าง 2,000 ถึง 100,000 คน นอกจากนั้นอีกประมาณ 6.4 ล้านคน อาศัยอยู่ในย่านที่มีประชากรไม่เกิน 2,000 คน บริเวณผู้อพยพเข้าในเบอร์ลิน ซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่การรวมประเทศเยอรมนี มีประชากรมากกว่า 4.3 ล้านคน ในเขตอุตสาหกรรมริมแม่น้ำไรน์ และรัวร์ ที่ซึ่งเมืองต่าง ๆ มักเหลื่อมล้ำเข้าหากัน เพราะไม่มีเส้นขีดคั่นอย่างชัดเจนนั้นมีประชากรมากว่า 11 ล้านคน กล่าวคือ 1,100 คนต่อตารางกิโลเมตร
ภูมิภาคอันมีประชากรหนาแน่นดังกล่าวนี้แตกต่างจากอาณาบริเวณที่มีประชากรเบาบางมาก อาทิเช่น บริเวณอันกว้างใหญ่ของรัฐมาร์ค บรันเดนบวร์ก และเมคเคลนบวร์ก-ฟอร์พอมเฟิร์น
กล่าวโดยสรุปแล้ว นับได้ว่าเยอรมนีซึ่งมีประชากรหนาแน่นถึง 230 คนต่อตารางกิโลเมตร เป็นประเทศที่มีความหนาแน่นมากแห่งหนึ่งในยุโรป แต่ก็มีความแตกต่างอย่างมากระหว่างบริเวณสหพันธ์ดั้งเดิม กับบริเวณอดีตสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมัน กล่าวคือในรัฐใหม่ของสหพันธ์ฯ และเบอร์ลินตะวันออกมีประชากรหนาแน่นถึง 140 คนต่อตารางกิโลเมตร ในขณะที่รัฐของสหพันธ์ฯ เดิม มีประชากรหนาแน่นถึง 267 คนต่อตารางกิโลเมตร
|
| ที่ | เมือง | รัฐ | ประชากร | ที่ | เมือง | รัฐ | ประชากร | |
 เบอร์ลิน
 ฮัมบวร์ค | 1 | เบอร์ลิน | เบอร์ลิน | 3,710,156 | 11 | เบรเมิน | เบรเมิน | 557,464 |  มิวนิก
 โคโลญ |
| 2 | ฮัมบวร์ค | ฮัมบวร์ค | 1,787,408 | 12 | เดรสเดิน | ซัคเซิน | 543,825 |
| 3 | มิวนิก | บาวาเรีย | 1,450,381 | 13 | ฮันโนเฟอร์ | นีเดอร์ซัคเซิน | 532,163 |
| 4 | โคโลญ | นอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน | 1,060,582 | 14 | เนือร์นแบร์ก | บาวาเรีย | 509,975 |
| 5 | แฟรงก์เฟิร์ต | เฮ็สเซิน | 732,688 | 15 | ดืสบูร์ก | นอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน | 491,231 |
| 6 | ชตุทท์การ์ท | บาเดิน-เวือร์ทเทิมแบร์ค | 623,738 | 16 | โบคุม | นอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน | 364,742 |
| 7 | ดึสเซิลดอร์ฟ | นอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน | 612,178 | 17 | วุพเพอร์ทัล | นอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน | 350,046 |
| 8 | ดอร์ทมุนด์ | นอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน | 586,181 | 18 | บีเลอเฟลด์ | นอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน | 333,090 |
| 9 | เอสเซิน | นอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน | 582,624 | 19 | บอนน์ | นอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน | 318,809 |
| 10 | ไลพ์ซิก | ซัคเซิน | 560,472 | 20 | มึนสเตอร์ | นอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน | 310,039 |
เชื้อชาติ
เยอรมัน 91.5%ก้]
- ตุรกี 2.4%
- อื่นๆ 6.1% (ประกอบไปด้วยชาวกรีก อิตาลี โปแลนด์ รัสเซีย เซิร์บและโคเอเชีย เป็นกลุ่มใหญ่)
ดนตรี[แก้]
ปัจจุบันเยอรมัน เป็นตลาดดนตรีที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของยุโรป และอันดับ 4 ของโลก
[41] ดนตรีเยอรมันเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วง ศตวรรษที่ 20-21 อาทิเช่น วง
สกอร์เปียนส์ กับ วง
รัมสไตน์ วงเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันดีมากที่สุดในระดับโลก,
โทคิโอโฮเทล เป็นวง
ป็อปร็อกที่มีชื่อเสียงวงหนึ่งในเยอรมัน เป็นต้น
อาหารเยอรมัน[แก้]
อาหารเยอรมันแตกต่างจากพื้นที่สู่พื้นที่ เช่น ในภาคใต้ของบาวาเรียและ Swabia ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการปรุงอาหารตามแบบสวิสเซอร์แลนด์และออสเตรีย หมูและไก่เป็นอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่นิยมบริโภค ในเยอรมนีหมูเป็นที่นิยมมากที่สุด ตลอดทุกภาคเนื้อมักจะรับประทานในรูปแบบไส้กรอก มากกว่า 1500 ชนิดของไส้กรอกที่ผลิตในประเทศเยอรมนี อาหารอินทรีย์ได้รับส่วนแบ่งตลาดประมาณ 3.0% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก

Schwarzwälder Kirschtorte เค้กแบล็คฟอเรสต์เป็นอาหารว่างที่ขึ้นชื่อของเยอรมัน

เบียร์เครื่องดื่มขึ้นชื่อของเยอรมัน
พูดภาษาเยอรมันเป็นที่นิยมมีความหมาย :"รับประทานอาหารเช้าเช่นจักรพรรดิ กลางวันเช่นกษัตริย์ และอาหารเย็นเหมือนขอทาน" อาหารเช้ามักประกอบด้วยขนมปังก้อนเล็ก (Brötchen) ทาแยมหรือน้ำผึ้ง หรือทานกับเนื้อเย็นและชีส บางครั้งมีไข่ต้ม ธัญพืชหรือ Muesli กับนมหรือโยเกิร์ต กว่า 300 ชนิดของขนมปังมีจำหน่ายในร้านเบเกอรี่ทั่วประเทศ ผู้อพยพจากหลายประเทศมาสู่เยอรมนีได้นำอาหารนานาชาติมากมายมาเผยแพร่จนทำให้เกิดนิสัยการกินรายวัน เช่นอาหารอิตาเลียนพิซซ่าและพาสต้า อาหารตุรกีและอาหรับชอบ Döner และ Falafel โดยเฉพาะในเมืองใหญ่นอกจากร้านอาหารพื้นเมืองแล้ว ยังมีร้านอาหารนานาชาติแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารจีน กรีก อินเดีย ไทย ญี่ปุ่นและอาหารเอเชียอื่น ๆ ได้รับความนิยมในทศวรรษที่ผ่านมา
แม้ว่าไวน์จะเป็นที่นิยมในหลายประเทศ แต่ประเทศเยอรมนีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประจำชาติคือเบียร์ แม้คนเยอรมันจะบริโภคเบียร์ต่อคนจะลดลง แต่ปริมาณการบริโภคเบียร์ 127 ลิตรต่อปีต่อคนในเยอรมนีก็ยังคงเป็นตัวเลขสูงที่สุดในโลก ชนิดของเบียร์ในเยอรมันได้แก่ Alt, Bock, Dunkel, Kölsch, เลเกอร์, Malzbier, Pils และ Weizenbier จากการสำรวจ 18 ประเทศตะวันตกที่บริโภคเครื่องคิดเป็นต่อหัวมากที่สุด เยอรมนีอยู่ในอันดับ 14 สำหรับเครื่องดื่มทั่วไป ในขณะที่มาเป็นอันดับสามในการบริโภคน้ำผลไม้ นอกจากนั้น น้ำแร่อัดลมและ Schorle (ผสมกับน้ำผลไม้) ก็เป็นที่นิยมเช่นกันในเยอรมนี